
สงครามลิขสิทธิ์ปะทุ กรรมของผู้บริโภค
การแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือ ยูโร 2012 ที่จะเปิดศึกวันนี้ กลายเป็นสงครามลิขสิทธิ์ที่เกิดขึ้นระหว่างผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมโทรทัศน์เมืองไทย โดยเฉพาะจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ผู้ถือลิขสิทธิ์ยูโร 2012 และทรูวิชั่นส์ ผู้ประกอบการธุรกิจโทรทัศน์บอกรับสมาชิกรายใหญ่ของเมืองไทย
การแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือ ยูโร 2012 ที่จะเปิดศึกวันนี้ กลายเป็นสงครามลิขสิทธิ์ที่เกิดขึ้นระหว่างผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมโทรทัศน์เมืองไทย โดยเฉพาะจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ผู้ถือลิขสิทธิ์ยูโร 2012 และทรูวิชั่นส์ ผู้ประกอบการธุรกิจโทรทัศน์บอกรับสมาชิกรายใหญ่ของเมืองไทย
นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของสงครามลิขสิทธิ์รายการที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ โดยที่ประชาชนเป็นผู้รับผลกระทบแน่นอน
ย้อนกลับไป 2 ปีก่อน ประชาชนมีประสบการณ์จอดำจากการถ่ายทอดฟุตบอลโลก ปี 2010 ซึ่งคราวนั้นผู้ถือลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก คือ บริษัท อาร์เอส หลังการถ่ายทอดเริ่มต้นเพียง 12 คู่ อาร์เอส ได้รับหนังสือจากฟีฟ่าให้ระงับสัญญาณการออกอากาศไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ขณะนั้นอีเอสพีเอ็น ผู้ได้รับลิขสิทธิ์บอลโลก ทำเรื่องร้องเรียน อาร์เอส จึงต้องสั่งให้ฟรีทีวีที่ถ่ายทอดสดงดยิงสัญญาณขึ้นดาวเทียม และทำให้ผู้รับชมฟรีทีวีผ่านระบบจานดาวเทียมจอดำ
พรพรรณ เตชรุ่งชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท อาร์เอส กล่าวว่า ตอนนั้นอยากให้คนไทยได้ดูมากที่สุด จึงถ่ายทอดฟุตบอลโลกผ่านฟรีทีวี และฟีฟ่าเองมีข้อกำหนดว่าจะต้องออกอากาศผ่านระบบฟรีทีวีด้วย เพื่อให้ประชาชนได้รับชมการแข่งขันทั่วประเทศ แต่ระบบฟรีทีวีในเมืองไทย มีทั้งออกอากาศผ่านเสาก้างปลา ซึ่งเป็นระบบเดิม และออกอากาศผ่านจานดาวเทียม ที่มีพื้นที่ครอบคลุมไปประเทศอื่นด้วย จึงเกิดปัญหาขึ้น
ขณะที่ระบบของทรูวิชั่นส์เป็นระบบปิดจึงไม่มีสัญญาณล้น บริษัทจึงให้ดำเนินการออกอากาศตามปกติ ส่วนลูกค้าพีเอสไอ ที่มีฐานลูกค้าจำนวนมาก บริษัทแก้ปัญหาด้วยการผลิตกล่องรุ่นโอทู ที่เข้ารหัสได้ บริษัทจึงให้สิทธิเผยแพร่ได้ตามปกติ เพื่อให้ประชาชนได้รับชมการถ่ายทอดครั้งนี้ให้มากที่สุด
“การตัดสินของ กสทช.ในกรณีนี้ จะเป็นบรรทัดฐานที่จะวางอนาคตกันใหม่ของวงการถ่ายทอดรายการที่มีลิขสิทธิ์ในอนาคต ซึ่งอาร์เอส ที่เป็นผู้ถือลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกในปี 2014 ก็ต้องยึดหลักตามข้อกำหนดของ กสทช.ที่จะเกิดขึ้นในกรณีนี้ และอยากให้ กสทช. พิจารณาอย่างรอบคอบ และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่รับรู้ในวงกว้าง” พรพรรณ กล่าว
กรณียูโร 2012 เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ของการวางมาตรฐานอุตสาหกรรมโทรทัศน์ทั้งฟรีทีวีและเพย์ ทีวี ซึ่งบอร์ดกระจายเสียง หรือ กสทฯ มีมติแล้วว่า กรณียูโร 2012 ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ที่ให้สิทธิฟรีทีวี คือ ช่อง 3 5 และ 9 นำไปออกอากาศฟรีทีวีภาคพื้นดินนั้น เป็นการให้เช่าช่วงเวลา มีเงื่อนไขทางธุรกิจ ไม่ถือเป็นบริการสาธารณะแบบปกติ เพราะฉะนั้นหากผู้ประกอบการระบบอื่นที่จะนำรายการดังกล่าว ไปออกอากาศต้องปฏิบัติตามกฎหมาย โดยไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
ส่วนทรูวิชั่นส์ ในกรณีนี้ กสทฯ มีมติให้ต้องดำเนินการตามที่ได้สัญญาหรือโฆษณาไว้กับผู้รับบริการ ซึ่งในเนื้อหาที่ชี้แจงกับฝ่ายกฎหมายของสำนักงาน กสทช.มีส่วนของการโฆษณาว่าต้องให้ผู้รับบริการได้รับชมช่องมาตรฐาน คือ 3 5 7 9 11 และไทยพีบีเอส ก็ต้องดำเนินการตามที่โฆษณาไว้ ไม่เช่นนั้นจะมีโทษปรับ 5 หมื่น–5 ล้านบาทต่อวัน ซึ่งผู้บริหารทรูวิชั่นส์ได้เตรียมรายการอื่นมานำเสนอในช่วงดังกล่าวเพื่อไม่ให้จอดำ
นอกจากนี้ บอร์ดกระจายเสียงจะเร่งรัดออกหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขในการประกอบกิจการให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม เพื่อป้องกันสภาพปัญหาที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต โดยพิจารณาใน 2 เรื่องหลัก คือ การทำสัญญาระหว่างเอกชนต่อเอกชน และการคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับสิทธิอย่างเป็นธรรม โดยให้สำนักงาน กสทช.หาข้อมูลและนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของบอร์ดโดยเร็วที่สุด
สำหรับทรูวิชั่นส์ โดย สมพันธ์ จารุมิลินท รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทรูวิชั่นส์ กล่าวว่า กรณีที่จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ทำครั้งนี้ ไม่มีที่ไหนในโลกทำ การที่อนุญาตให้ฟรีทีวีภาคปกติออกอากาศ ก็เพื่อต้องการเพิ่มจำนวนคนดูให้มากที่สุด แต่วันนี้สิ่งที่แกรมมี่ทำ ทำให้ประชาชนว่า 10 ล้านครัวเรือนไม่สามารถรับรายการนี้ได้ ถ้าปล่อยให้รายการนี้เกิดขึ้น ต่อไปประชาชนที่ต้องการรับชมรายการประเภทเดียวกันนี้จะต้องมีกล่องรับสัญญาณกี่กล่อง จึงจะสามารถรับชมรายการจากฟรีทีวีได้ครบ
“ในระบบสากล ประชาชนเลือกรับชมรายการฟรีทีวีผ่านระบบไหนก็ได้ แต่ต้องสามารถรับชมรายการที่เป็นฟรีทีวี ที่เป็นบริการสาธารณะครบทุกช่องโดยไม่มีเงื่อนไข ไม่ใช่มาบังคับอย่างนี้” สมพันธ์ กล่าว
ทรูวิชั่นส์ ยืนยันแล้วว่า คงไม่มีการเจรจาใดๆ กับแกรมมี่ เพื่อขอลิขสิทธิ์ฟุตบอลยูโรมาออกอากาศในระบบทรูวิชั่นส์ ส่วนอนาคตทรูวิชั่นส์ก็ขอสงวนสิทธิ์ในการบล็อกสัญญาณการออกอากาศรายการที่ทรูวิชั่นส์มีกับผู้ประกอบการที่ดำเนินการกับบริษัทก่อน ในกรณีนี้ คือ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่
ณ วันนี้ทรูวิชั่นส์ยังถือลิขสิทธิ์ฟุตบอลรายการสำคัญที่สุด คือ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่ผู้ประกอบการทุกรายต่างต้องการแย่งชิงลิขสิทธิ์นี้มาครองให้ได้ โดยจะเริ่มประมูลฤดูกาลปี 2013 ในเดือน ส.ค.นี้ ดังนั้น ฟุตบอลยูโรจึงถือได้ว่าเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของสงครามเท่านั้น
แน่นอนว่า หาก กสทช.ยังไม่สามารถสร้างความชัดเจนได้ ในที่สุดแล้ว ประชาชนคงกลายสภาพเป็นทั้งตัวประกันและเหยื่อของสงครามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอน







