posttoday
ปัจจัยภายนอกผ่อนคลาย...แต่ภายในยังเพิ่งเริ่ม

ปัจจัยภายนอกผ่อนคลาย...แต่ภายในยังเพิ่งเริ่ม

07 มิถุนายน 2555

โดย...พงศ์ภัทร สิริพิพัฒน์

โดย...พงศ์ภัทร สิริพิพัฒน์

ต้นตลาดหุ้นสัปดาห์ที่ผ่านมามีช่วงปรับตัวลงแรงก่อนกลับมาขึ้นในวันพุธ โดยปัจจัยที่ส่งผลให้ตลาดปรับตัวลงมาจากความกังวลเรื่องหนี้ยุโรปที่สเปนกำลังมีปัญหาภาคธนาคาร ประกอบกับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐในส่วนของภาคแรงงานที่ออกมาแย่ ส่งผลให้ตลาดกังวลว่าปัญหาหนี้ยุโรปจะแพร่กระจายเข้าไปในเศรษฐกิจหลักของโลกอย่างสหรัฐ และส่งผลกระทบโดยรวมต่อเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตามการปรับตัวลงแรงก่อนหน้าการประชุม ECB ทำให้นักเก็งกำไรบางส่วนเข้าซื้อก่อนที่จะรู้ผลการประชุม ECB และการแถลงของประธานเฟดต่อกรรมาธิการร่วมคองเกรสในคืนวันพฤหัสบดีนี้ ทำให้ตลาดมีช่วงรีบาวด์หลังจากลงแรง โดยนักลงทุนต่างชาติยังคงมียอดขายออกมา 3 วันต่อเนื่องกว่า 4,500 ล้านบาท

ทิศทางในระยะสั้น คาดว่าตลาดมีโอกาสรีบาวด์ได้จากการปรับตัวลงแรง โดยปัจจัยที่ต้องติดตามและจะส่งผลต่อระดับของการรีบาวด์ว่าจะมากน้อยเพียงใดอยู่ที่ผลการประชุม ECB และการแถลงของประธานเฟดต่อคองเกรส โดยหาก ECB ส่งสัญญาณในการลดดอกเบี้ยหรือมีการลดดอกเบี้ยทันที จะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาด นอกจากนี้การส่งสัญญาณใช้เครื่องมือทางการเงินอื่นในการแก้ปัญหาหนี้ยุโรป ก็เป็นปัจจัยบวกต่อตลาดเช่นกัน และจะทำให้ระดับการรีบาวด์มากขึ้นกว่าการเก็งกำไรช่วงสั้น เนื่องจากหลังหมดโปรแกรม LTRO แล้ว ECB ยังไม่มีมาตรการที่เป็นรูปธรรมในการจัดการปัญหากับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลในยุโรปที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และในที่สุดส่งผลต่อต้นทุนการเงินของประเทศในยุโรปตามมา

ส่วนประเด็นด้านสหรัฐ เจ้าหน้าที่เฟดมีความเห็นขัดแย้งกันค่อนข้างมากในการทำ QE เจมส์ บุลลาร์ด ประธานเฟดสาขาเซนต์หลุยส์ ประเมินว่า ตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาแย่ในช่วงที่ผ่านมานั้น ถือว่าเป็นตัวเลขเศรษฐกิจที่ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ (แม้ว่าตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรจะออกมาน้อยเพิ่มขึ้น 6.9 หมื่นตำแหน่ง ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น 1.5 แสนตำแหน่ง กว่าครึ่งหนึ่ง) และแนะนำให้เฟดควรรอดูข้อมูลต่อเนื่องอีกระยะหนึ่ง ยังไม่ควรออกมาตรการใดๆ มาในขณะนี้ ในขณะที่ประธานเฟดสาขาชิคาโก ชาร์ล อีแวน ประเมินว่า ควรจะใช้นโยบายผ่อนคลายทันที และเตือนว่าหากเฟดไม่ใช้นโยบายผ่อนคลายในตอนนี้จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมในระยะยาวได้ โดยรวมเชื่อว่าในประเด็นของ QE ตลาดจะหันไปให้ความสนใจต่อการแถลงของประธานเฟดต่อคณะกรรมการร่วมคองเกรสในคืนวันพฤหัสบดีนี้ ซึ่งหากออกมาส่งสัญญาณว่าพร้อมหรือกำลังประเมินแนวทางในการกระตุ้นเศรษฐกิจ จะส่งผลให้ตลาดปรับตัวขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม หลังจากหมดปัจจัยหลักๆ ทั้ง ECB และเฟดไปแล้ว เชื่อว่าจะตลาดจะกลับมามีช่วงอ่อนตัวลง เนื่องจากปัจจัยหลักถัดไปที่จะส่งผลต่อตลาดได้มาก คือ ผลการเลือกตั้งกรีซรอบ 2 ในวันที่ 17 มิ.ย.นี้ โดยหากพรรค Syriza ชนะการเลือกตั้งจะเพิ่มความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ของกรีซ ทำให้ตลาดมีโอกาสขายทำกำไรก่อนที่จะรู้ผลการเลือกตั้งกรีซ

ส่วนปัจจัยเรื่องการเมือง น่าจะเป็นปัจจัยที่จะส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวแย่กว่าเพื่อนบ้าน ปัญหาเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญยังไม่มีข้อยุติ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ แถลงว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจในการพิจารณาคำร้องตามมาตรา 68 ที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญวาระ 3 เป็นการกระทำล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ โดยจะมีการพิจารณาไต่สวนข้อเท็จจริงอีกครั้งในวันที่ 56 ก.ค.นี้ ในขณะที่ทางพรรคเพื่อไทยแย้งว่า ในมาตรา 291 (5) กำหนดให้รัฐสภามีหน้าที่ต้องพิจารณาวาระ 3 หลังผ่านวาระ 2 ไปแล้ว 15 วัน ทำให้โดยรวมยังคงไม่มีข้อสรุป นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงที่อาจจะเกิดการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุม 2 ฝั่งหน้ารัฐสภา โดยในวันที่ 7 มิ.ย.นี้ กลุ่มคนเสื้อแดงจะเดินทางมาที่รัฐสภาเพื่อให้สภาเดินหน้าประชุมและถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

กลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้ซื้อเก็งกำไรสั้นและขายช่วงปรับตัวขึ้น เนื่องจากปัจจัยบวกจะมาจากภายนอกและมีช่วงเก็งกำไรสั้น แต่แนะนำให้ขายเร็วช่วงปรับตัวขึ้น เนื่องจากมีความเสี่ยงจากประเด็นเรื่องการเมืองในประเทศและจากต่างประเทศในส่วนของกรีซหากพรรค Syriza ของกรีซชนะการเลือกตั้ง โดยมีแนวต้านที่บริเวณ 1,125 และ 1,140 จุด

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท