
ขนส่งยั่งยืนมุ่งลดก๊าซเรือนกระจก
สนข.เล็งส่งแผนแม่บทพัฒนาระบบขนส่งยั่งยืน มิ.ย.นี้ มุ่งลดคาร์บอนไดออกไซด์ ปี 2560 ให้ได้ 1113 ล้านตัน
สนข.เล็งส่งแผนแม่บทพัฒนาระบบขนส่งยั่งยืน มิ.ย.นี้ มุ่งลดคาร์บอนไดออกไซด์ ปี 2560 ให้ได้ 1113 ล้านตัน
นายชาญชัย สุวิสุทธะกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยว่า สนข.จะทำแผนแม่บทในการพัฒนาระบบการขนส่งที่ยั่งยืน และลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้กระทรวงคมนาคมภายในเดือน มิ.ย.นี้
ทั้งนี้ ผลศึกษาพบว่ามีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคขนส่งปีละ 58.5 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จึงจัดทำแผนแม่บทเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ 11-13 ล้านตัน หรือลดลง 15-18% ภายในปี 2560 และลดลง 27-30% หรือ 29-33 ล้านตัน ในปี 2573
สำหรับแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์ คือ 1.เพิ่มขีดความสามารถของบุคลากรและศักยภาพของหน่วยงานในการพัฒนาระบบขนส่งที่ยั่งยืน 2.พัฒนาแผนและกลไกที่เหมาะสมเพื่อประสานติดตามประเมินผลแผนงานและโครงการด้านการขนส่งและการจราจรให้ขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติ
ยุทธศาสตร์ที่ 3.พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งให้เกิดการเชื่อมต่อและทั่วถึง เช่น การปฏิรูปรถโดยสารประจำทาง โครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน การพัฒนาระบบรถไฟทางคู่ทั่วประเทศ 4.บริหารจัดการการขนส่งอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
สำหรับข้อ 5.เช่น การจัดเก็บค่าธรรมเนียมการใช้รถยนต์ตามระยะทางการใช้งาน การกำหนดมาตรฐานสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงในรถยนต์รุ่นใหม่ การจำกัดความเร็วบนทางหลวงและมอเตอร์เวย์ การส่งเสริมการวิจัยพัฒนาและประยุกต์ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น ส่งเสริมการใช้รถยนต์และพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสุดท้าย 6.ระบบรายงานสภาพการจราจรแก่ผู้ขับขี่ จะต้องสร้างความตระหนักรู้ทางด้านสิ่งแวดล้อมให้กับประชาชน เช่น ส่งเสริมการขับขี่อย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จัดทำโครงการจักรยานให้เช่าหรือยืมในเขตเมือง
“สิ่งสำคัญที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก คือ การลดการขนส่งทางบกเป็นทางราง เริ่มจากโครงการปฏิรูปรถประจำทาง ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนเครื่องยนต์ใช้เอ็นจีวีจากเดิมที่ใช้ดีเซล การปรับเส้นทางการใช้บริการและโครงการรถไฟฟ้า” นายชาญชัย กล่าว
อย่างไรก็ตาม แผนแม่บทนี้จะประสบความสำเร็จได้ตามเป้าหมาย จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากประชาชน เพราะโครงการส่วนใหญ่จะมีผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชน เช่น การลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว
ทั้งนี้ หลังจากกระทรวงคมนาคมพิจารณาแล้วจะนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา เพื่อกำหนดเป็นแผนดำเนินงานต่อไป โดยถือเป็นแผนแม่บทแรกที่เน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคขนส่ง







