
"เอเชียประกันภัย" หาลูกค้าที่ใช่แล้วไปด้วยกัน
โดย...ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ
โดย...ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ
อาจถือเป็นโชคดีของบริษัทประกันภัยบางแห่ง ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปีที่ผ่านมามากนัก เนื่องจากโครงสร้างการรับงานจากลูกค้าของบริษัทนั้น แตกต่างจากบริษัทประกันภัยอื่น ทำให้รอดตัวจากการจ่ายค่าสินไหมให้กับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมมาได้
ผิดกับบริษัทประกันขนาดใหญ่ โดยเฉพาะบริษัทประกันขนาดใหญ่ที่มีฐานลูกค้าประกันภัยทรัพย์สินและฐานลูกค้ารถยนต์อยู่เป็นจำนวนมาก ก็ต้องแบกความเสี่ยงสูงขึ้นตามไปด้วย ทำให้บริษัทบางแห่งถึงกับต้องระดมทุนเพิ่ม เพื่อให้ฐานะการเงินของบริษัทยังคงแข็งแกร่งและมีเกณฑ์การดำรงเงินกองทุนตามความเสี่ยง หรืออาร์บีซีสูงกว่าที่กฎหมายกำหนด
ในขณะที่บริษัทประกันภัยที่มีขนาดไม่ใหญ่โตมากนักกับรอดตัวมาได้ อย่างบริษัท เอเชียประกันภัย 1950 ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง โดย “นิค จันทรวิทุร” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชียประกันภัย 1950 กล่าวว่า ด้วยฐานลูกค้าของบริษัทเกือบ 100% เป็นลูกค้าที่ทำประกันภัยรถยนต์ มีลูกค้าที่ทำประกันภัยทรัพย์สินอยู่น้อยมาก และก็ไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมด้วย
โดยมีสัดส่วนลูกค้าเพียง 10% เท่านั้น ที่ทำประกันภัยชั้น 1 ถึงจะได้รับความคุ้มครองจากภัยน้ำท่วม ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้ของบริษัทก็ไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีการเคลมค่าสินไหมจากน้ำท่วมใหญ่ก็ว่าได้
นิค กล่าวว่า แม้บริษัทจะมีฐานลูกค้ารถยนต์เกือบ 100% แต่ก็ถือว่ามีความเสี่ยงต่ำ เพราะฐานลูกค้าหลัก 60% ทำประกันรถชั้น 2 บวก และ 3 บวก ประกันรถชั้น 2 และ 3 ธรรมดาอีก 10% ประกัน พ.ร.บ. 10% และประกันชั้น 3 กันชน 10%
ดังนั้น จึงทำให้แบบประกันรถส่วนใหญ่ของบริษัทเกือบทั้งหมดจะไม่กินเงินกองทุน หรืออาร์บีซี เช่น ประกันรถชั้น 2 บวก และ 3 บวก ก็จะซ่อมรถให้ลูกค้าและคู่กรณีที่เป็นยานพาหนะทางบกเท่านั้น ไม่เหมือนกับประกันรถชั้น 1 ที่ยิ่งขายออกไปมาก ก็ต้องตั้งสำรองตามเกณฑ์อาร์บีซีเพิ่มมากขึ้นไปด้วย ทำให้บริษัทไม่เน้นขายประกันรถชั้น 1 มากนัก แต่ยังคงรักษาสัดส่วนไว้ที่ 10% เท่านั้น
ส่งผลให้ปัจจุบันเกณฑ์อาร์บีซีของบริษัทสูงถึง 400% จากที่กฎหมายกำหนดขั้นต่ำไว้เพียง 150% เท่านั้น ทำให้ยังไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุนในขณะนี้
อย่างไรก็ตาม ในปีนี้บริษัทตั้งเป้าทำเบี้ยให้ได้ 1,5001,800 ล้านบาท ซึ่งไตรมาสแรกได้ไปแล้ว 460 ล้านบาท โดยประกันรถชั้น 2 บวกและ 3 บวก ก็ยังเป็นพระเอกเหมือนเดิมได้ประมาณ 700-800 ล้านบาท ส่วนที่เหลือก็กระจายกันไป และมีฐานลูกค้าเพิ่มเป็น 5 แสนราย จากปีที่ผ่านมาอยู่ประมาณ 4 แสนราย มีฐานลูกค้าอยู่ในกรุงเทพมหานคร (กทม.) 45% และต่างจังหวัด 55%
นิค กล่าวว่า เพื่อเป็นการกระตุ้นตลาดและคิดค้นแบบประกันใหม่ๆ ออกสู่ตลาด แบบเดียวกับเมื่อ 67 ปี ที่บริษัทส่งประกันชั้น 3 บวก จนเป็นที่รู้จักในตลาดและเป็นทางเลือกให้กับลูกค้า ซึ่งล่าสุดบริษัทได้เปิดตัวแบบประกันรถจักรยานยนต์รูปแบบใหม่
“เอเชีย 3 พลัส มอเตอร์ไซค์” ที่ให้ความคุ้มครองซ่อมรถของผู้เอาประกันด้วยวงเงินค่าซ่อมสูงสุด 1 หมื่นบาทต่อครั้ง ถือเป็นครั้งแรกที่ประกันชั้น 3 รถจักรยานยนต์มีการซ่อมรถให้กับรถของผู้เอาประกันด้วย เพียงแต่คู่กรณีต้องเป็นยานพาหนะทางบกเท่านั้น
ทั้งนี้ บริษัทจะคิดค่าเบี้ยราคาเดียว 1,699 บาท โดยไม่จำกัดรุ่นและไม่จำกัดอายุของรถจักรยานยนต์ และยังไม่ต้องตรวจสภาพ
นอกจากนี้ ยังให้ความคุ้มครองวงเงินอุบัติเหตุส่วนบุคคล 5 หมื่นบาทต่อคน สูงสุด 1 แสนบาทต่อครั้ง และคุ้มครองทรัพย์สินหรือรถบุคคลภายนอกที่ 6 แสนบาทต่อครั้ง ส่วนตัวบุคคลภายนอกให้ความคุ้มครอง 3 แสนบาทต่อคน สูงสุดไม่ได้ 10 ล้านบาทต่อครั้ง โดยยังมีความคุ้มครองประกันตัวผู้ขับขี่สูงสุดอีก 1 แสนบาทด้วย
นิค กล่าวว่า หลายฝ่ายอาจมองว่ารถจักรยานยนต์มีความเสี่ยงสูง แต่บริษัทวิเคราะห์ความเสี่ยงแล้วเห็นว่า ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นกับตัวรถจักรยานยนต์จริงๆ แล้วมีไม่มากนัก บริษัทยังรับความเสี่ยงไว้ ขณะที่ความเสียหายส่วนมากเกิดขึ้นตัวบุคคลมากกว่า และการเป็นการขี่ล้มเองเป็นหลัก ซึ่งบริษัทก็จะมีประกัน พ.ร.บ.เข้ามาช่วยเฉลี่ยภัยเป็นอันดับแรกก่อนอยู่แล้ว แต่โดยรวมแล้วค่าเสียหายต่อเบี้ยประกันภัยของประกัน “เอเชีย 3 พลัส มอเตอร์ไซค์” ในส่วนของการบาดเจ็บแล้วคงเกือบ 100% ขณะที่ตัวรถคงอยู่ประมาณ 6070% เฉลี่ยแล้วก็อาจเสมอตัว แต่ก็ทำให้ลูกค้ารู้จักบริษัทมากขึ้นอีก
บริษัทยังได้ออกแบบประกันภัยรถยนต์ใหม่ “เอเชีย 2 พลัส กันน้ำ” และ “เอเชีย 3 พลัส กันน้ำ” ที่ได้เพิ่มความคุ้มครองรถจากความเสียหายที่เกิดจากภัยธรรมชาติเพิ่มเติม สูงสุด 5 หมื่นบาทต่อครั้ง ไม่ว่าจะเป็นภัยจากลมพายุ ภัยน้ำท่วม ภัยแผ่นดินไหว ภัยลูกเห็บและภัยสึนามิ เพียงแต่ลูกค้าต้องเสียค่าเบี้ยเพิ่มขึ้นจากปกติ 400 บาทเท่านั้น
สำหรับแบบประกัน “เอเชีย 2 พลัส กันน้ำ” จะมีค่าเบี้ยตั้งแต่ 8,300-10,700 บาท ขึ้นอยู่กับประเภทของรถ โดยให้ความคุ้มครองสูงสุดของรถผู้เอาประกัน 2 แสนบาทต่อครั้ง ในกรณีที่รถชน รถหายหรือรถไฟไหม้ ขณะที่แบบ “เอเชีย 3 พลัส กันน้ำ” มีค่าเบี้ยราคาเดียว 7,200 บาท กรณีมีค่าเสียหายส่วนแรก 2,000 บาท และค่าเบี้ย 7,900 บาท กรณีไม่มีค่าเสียหายส่วนแรก ซึ่งตัวรถของผู้เอาประกันจะได้รับความคุ้มครองสูงสุดที่ 1 แสนบาท
นิค กล่าวว่า บริษัทยังได้เปิดตัวแบบประกันสุขภาพ “เอเชีย HIB พลัส” ที่ให้ความคุ้มครองกรณีเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลจากการเจ็บป่วยและอุบัติเหตุวันละ 3,000 บาท คุ้มครองสูงสุดครั้งละ 30 วัน ทำได้ตั้งแต่อายุ 7-50 ปี ในอัตราค่าเบี้ยราคาเดียว 3,333 บาท
แม้การแข่งขันในธุรกิจประกันภัยจะยังรุนแรง เปรียบเสมือนปลาใหญ่กินปลาเล็ก บริษัทขนาดใหญ่จะได้เปรียบและมีความพร้อมในการทำธุรกิจมากกว่า แต่ก็ใช่ว่าบริษัทที่มีขนาดเล็กกว่าจะเสียเปรียบหรือแข่งขันไม่ได้ เพียงแต่หากรู้จุดเด่นของตัวเองและทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด การมีที่ยืนอยู่ในตลาดประกันภัยก็คงไม่ยากเกินไป







