
พลังงานชงเพิ่มใช้ก๊าซผลิตไฟฟ้าแทนนิวเคลียร์
กระทรวงพลังงานชงแผนพีดีพีเข้าบอร์ดกพช.8มิ.ย.เพิ่มสัดส่วนการใช้ก๊าซผลิตไฟฟ้าแทนนิวเคลียร์ พร้อมเร่งปตท.จัดดก๊าซฯรองรับความต้องการในอนาคตที่เพิ่มขึ้น
กระทรวงพลังงานชงแผนพีดีพีเข้าบอร์ดกพช.8มิ.ย.เพิ่มสัดส่วนการใช้ก๊าซผลิตไฟฟ้าแทนนิวเคลียร์ พร้อมเร่งปตท.จัดดก๊าซฯรองรับความต้องการในอนาคตที่เพิ่มขึ้น
นายณอคุณ สิทธิพงศ์ ปลัดกระทรวงพลังงานเปิดเผยภายหลังร่วมพิธีเปิดบูธนิทรรศการกลุ่มปตท. ในงาน world Gas Conference2012 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเซีย ว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ที่มีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นประธานวันที่8 มิ.ย.จะนำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศพ.ศ. 2553-2573 (พีดีพี2010)ฉบับปรับปรุงครั้งที่เข้าสู่การพิจารณา โดยสาระสำคัญจะมีการเพิ่มสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้าจากเดิมเมื่อสิ้นสุดปลายแผนจะใช้ก๊าซฯในสัดส่วน 40% เพิ่มเป็น 50% เนื่องจากได้ลดจำนวนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แลโรงไฟฟ้าถ่านหินลงไป
ทั้งนี้ได้เร่งรัดให้บริษัทปตท.ดำเนินการจัดหาก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับความต้องการใช้ในอนาคต ซึ่งจำเป็นต้องใช้วิธีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี)จากต่างประเทศเป็นหลัก ควบคู่ไปกับการจัดหาแหล่งก๊าซฯอื่นๆในประเทศ โดยขณะนี้กระทรวงพลังงานเตรียมเปิดประมูลสัมปทานปิโตรเลียมครั้งที่ 21 จำนวน 22 แปลง อยุ่ในขั้นตอนนำเสนอรมว.พลังงานก่อนที่จะขอความเห็นชอบจากครม.ต่อไป ซึ่งมั่นใจการเปิดสัมปทานฯรอบใหม่นี้จะสามารถเพิ่มปริมาณแหล่งก๊าซฯในประเทศขึ้นมาได้
"ในอนาคตไทยจำเป็นต้องจัดหาแหล่งก๊าซฯรองรับความต้องการใช้ในประเทศที่เพิ่ม เนื่องจากการปรับแผนพีดีพีรอบใหม่ ทำให้ต้องมีโรงไฟฟ้าจากก๊าซฯเพิ่มขึ้น ส่วนจะให้ภาคเอกชนดำเนินการเองหรือให้การไฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)รับไปดำเนินการคงต้องขอมติจากที่ประชุมกพช. อีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ปริมาณการผลิตก๊าซฯสูงสุดของไทยจะเกิดขึ้นในปี2558 จำนวน 3,600 ล้านลูกบาศก์ฟุ(ลบ.ฟุต)/วัน จากปัจจุบันผลิตได้อยู่ 3,500 ล้านลบ.ฟุต/วันซึ่งหลังจากนั้นกำลังการผลิตก๊าซฯในไทยจะเริ่มลดสัดส่วนลงจำเป็นที่ต้องมองหาแหล่งพลังงานใหม่ๆเพิ่มขึ้นตามไปด้วย"นายณอคุณ กล่าว
ด้านนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้ที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. กล่าวว่า ปตท.มีการเตรียมพร้อมแผนการจัดหาก๊าซฯไว้รองรับอยู่แล้ว โดยที่ผ่านมาได้ลงทุนสถานีรับจ่ายแอลเอ็นจีเฟสแรกซึ่ง ถือเป็นแห่งแรกของภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ รองรับการนำเข้าแอลเอ็นจีได้ปีละ5 ล้านตัน ซึ่งขณะนี้ได้เจรจาซื้อขายแอลเอ็นจีกับประเทศการ์ต้ามาแล้ว 2 ล้านตันและจะเจรจาเพิ่มกับประเทศออสเตรเลียม และ สหรัฐ หลังจากนี้จะมีการลงทุนในเฟสที่สองต่อไปเพื่อรองรับการนำเข้าอีก 5 ล้านตัน/ปี รวมทั้งการสร้างสถานีรรับจ่ายเอ็นจีแห่งที่2อีกในอนาคต
สำหรับการเข้าร่วมงาน world Gas Conference2012 ถือเป็นการแสดงศักยภาพและความพร้อมของไทยในการแสวงหาแหล่งก๊าซฯใหม่ๆในต่างประเทศ และพัฒนาสายโซ่ธุรกิจแอลเอ็นจี ในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของไทยในระยะยาว เนื่องจากปัจจุบันปริมาณก๊าซฯที่ผลิตในประเทศไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ในขณะที่มีการยืนยันออกมาว่าปริมาณสำรองก๊าซฯในโลกสามารถใช้ไปได้อีก 250 ปี แสดงให้เห็นว่าไทยเดินมาถูกทางแล้วในการให้ความสำคัญกับการจัดหาก๊าซฯเป็นเชื้อเพลิงของประเทศ







