
‘สแตนชาร์ต’ตีปีก
ลุยใช้เครือข่ายกวาดตลาดอาเซียนเชื่อเออีซีเปิดยอดการใช้แบงก์เพิ่ม
ลุยใช้เครือข่ายกวาดตลาดอาเซียนเชื่อเออีซีเปิดยอดการใช้แบงก์เพิ่ม
“สแตนชาร์ต” มองทิศทางธุรกิจธนาคารในอาเซียนสดใส เตรียมเสริมแกร่งเครือข่ายรับปริมาณการค้าในภูมิภาคหลังเปิดเออีซี มั่นใจปีนี้โตไม่ต่ำกว่า 10%
นางลิน ค็อก กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) เปิดเผยว่า ภายใน 3 ปีจากนี้ไปธนาคารจะมีการเชื่อมโยงบริการของเครือข่ายในภูมิภาคอาเซียนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อรองรับโอกาสทางธุรกิจจากปริมาณการค้าในภูมิภาคที่จะขยายตัวจากการรวมกลุ่มเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ซึ่งมีผลิตภัณฑ์มวลรวมคิดเป็นมูลค่า 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เทียบเคียงได้กับเศรษฐกิจจีน อินเดีย รัสเซีย และบราซิล
นางลิน กล่าวว่า ในช่วง 23 ปีที่ผ่านมา การค้าภายในภูมิภาคอาเซียนเติบโตขึ้นถึง 55% คิดเป็นมูลค่า 2.42 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และมีการถ่ายเทเงินทุนผ่านระบบธนาคารมากขึ้น โดยรายได้ของธุรกิจธนาคารใน 4 ตลาดหลัก ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย มีมูลค่ารวมถึง 8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าหลังการเปิดเออีซีจะมีความต้องการพึ่งพาภาคธนาคารเพิ่มสูงขึ้นอีก
“ขณะนี้นโยบายของธนาคารให้ความสำคัญกับอาเซียนมาก เรามีฐานลูกค้าในภูมิภาคนี้กว่า 4 ล้านราย มีสาขา 400 แห่ง อยู่ใน 9 จาก 10 ประเทศอาเซียน พร้อมทั้งประเทศบวก 3 ซึ่งทันทีที่พม่ามีความพร้อมเราจะเข้าทำธุรกิจ เพื่อให้มีเครือข่ายครบทุกประเทศ” นางลิน กล่าว
ธุรกิจในไทย นางลิน เชื่อว่ายังมีโอกาสขยายตัวสูง เนื่องจากไทยมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ในอาเซียน หรือประมาณ 3.73 แสนล้านเหรียญสหรัฐ แต่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจทางการเงินไทยยังอยู่ในอันดับที่ 4 มีมูลค่าเพียง 1.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ รองจากสิงคโปร์ที่ 2.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ มาเลเซียที่ 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และอินโดนีเซียที่ 1.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ สะท้อนให้เห็นว่ายังมีช่องว่างในการเติบโตสูง
“ปัจจุบันมูลค่าการออกไปลงทุนในต่างประเทศของธุรกิจไทยสูงกว่าตัวเลขการเข้ามาลงทุนโดยตรงของต่างชาติถึง 2 เท่า เชื่อว่าการเปิดเออีซีจะทำให้จีดีพีทางการเงินไทยยกระดับสูงขึ้น การที่ธนาคารมีเครือข่ายและบริการที่ครอบคลุม รวมทั้งเป็นธนาคารท้องถิ่นในไทยจะเป็นจุดได้เปรียบในการเติบโต” นางลิน กล่าว
สำหรับทิศทางของธุรกิจของธนาคารในปีนี้ ยังเชื่อว่าจะเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 10% ผ่านกลยุทธ์การรุกตลาดลูกค้าบุคคลธนกิจที่มีความต้องการบริหารความมั่งคั่ง และลูกค้าสถาบันธนกิจที่ต้องการขยายการลงทุนในต่างประเทศ







