
อะมานะฮ์ลิสซิ่งฟื้นตัวไตรมาส3
เกณฑ์บัญชีใหม่ขาดทุน18ล. เร่งแก้หนี้ปล่อยสินเชื่อเพิ่ม
เกณฑ์บัญชีใหม่ขาดทุน18ล. เร่งแก้หนี้ปล่อยสินเชื่อเพิ่ม
อะมานะฮ์ ลิสซิ่ง หวังฟื้นตัวไตรมาส 3 หลังไตรมาสแรกขาดทุน 18 ล้านบาท
นายสติ ศังขวณิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท อะมานะฮ์ ลิสซิ่ง เปิดเผยว่า บริษัทคาดว่าผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 นี้จะกลับมาเป็นบวกได้ หลังจากในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมาบริษัทขาดทุนไป 18 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับมาตรฐานบัญชีให้เป็นเกณฑ์เดียวกับบริษัทแม่ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เช่น เกณฑ์เดิมหากเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล บริษัทจะตั้งสำรองเพียง 25% เท่านั้น แต่เมื่อใช้เกณฑ์เดียวกับธนาคารก็ต้องตั้งสำรองเป็น 100%
ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาส 2 นี้ จะเร่งรัดเพื่อแก้ปัญหาเอ็นพีแอลให้ลดน้อยลงมาอยู่ที่ระดับ 3% จากไตรมาสแรกอยู่ที่ 4-5% ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ โดยส่งผลให้ผลดำเนินงานในไตรมาส 3 ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งในปีนี้บริษัทตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ให้ได้ 1,500 ล้านบาท และจะมีสินเชื่อคงค้างอยู่ที่ 3,500 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 2,500 ล้านบาท
ทางด้านช่องทางปล่อยสินเชื่อยังมาจากสำนักงานใหญ่และสาขาอะมานะฮ์ เอ็กซ์เพรส เป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 120 แห่ง จากปีที่ผ่านมามี 60 แห่ง โดยมีรายได้จากช่องทางอะมานะฮ์ เอ็กซ์เพรส ประมาณ 10% ส่วนสาขาของธนาคารอิสลามนั้น บริษัทยังไม่ได้ใช้เป็นช่องทางขาย เนื่องจากธนาคารยังใช้นโยบายแบบอนุรักษนิยมอยู่
นายสติ กล่าวว่า กลุ่มลูกค้าหลักยังเป็นกลุ่มรถยนต์สาธารณะ เช่น รถแท็กซี่และรถตู้โดยสารถึง 60% ส่วนที่เหลือถึงเป็นลูกค้ารายย่อยทั่วไป โดยบริษัทเน้นปล่อยสินเชื่อให้กับรถมือสองเป็นหลัก เนื่องจากผลตอบแทนดีกว่า อย่างสินเชื่อจำนำทะเบียนรถดอกเบี้ยอยู่ที่ 5% สินเชื่อรถมือสอง 4% และสินเชื่อรถสาธารณะ 6% ขณะที่จากรถป้ายแดงให้ผลตอบแทนต่ำได้ดอกเบี้ยแค่ 3.15% เท่านั้น
“ตอนนี้เราเน้นขยายสินเชื่อจำนำทะเบียนในชื่อสินเชื่อเอทีเอ็ม เพื่อจับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการเงินไปเสริมสภาพคล่องให้กับตัวเองเป็นหลัก และในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้จะนำสินค้าของธนาคารอิสลาม ทั้งสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรีไฟแนนซ์มาขายด้วย” นายสติ กล่าว
นายสติ กล่าวว่า ไตรมาสแรกที่ผ่านมาบริษัทขาดทุน 18 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26 ล้านบาท หรือ 346% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่กำไร 7 ล้านบาท
สำหรับสาเหตุเนื่องจากบริษัทได้มีการตั้งด้อยค่าเงินลงทุนในบริษัทย่อย 38 ล้านบาท จากมูลค่าลงทุนเดิม 120 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทย่อยยังไม่มีแผนดำเนินธุรกิจในเวลาอันใกล้นี้ และยังมีการเปลี่ยนแปลงประมาณการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญลูกหนี้เช่าซื้อ ทำเช่าการเงิน และภาษีขายค้างรับ สำหรับกลุ่มลูกหนี้ที่ต้องติดตามดูแลเป็นพิเศษ ทททให้ค่าใช้จ่ายหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้นเป็น 40 ล้านบาท จากเดิม 10 ล้านบาท







