
นักธุรกิจห่วงรุนแรง ทำเศรษฐกิจฟุบ
การชุมนุมคัดค้านการเสนอ พ.ร.บ.ปรองดอง เข้าเป็นวาระเร่งด่วนในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร
การชุมนุมคัดค้านการเสนอ พ.ร.บ.ปรองดอง เข้าเป็นวาระเร่งด่วนในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร
ได้ทำให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ประกาศกลับมารวมตัวเพื่อต่อต้านและสนับสนุนกฎหมายดังกล่าว เหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างความวิตกกังวลแก่ภาคธุรกิจ ที่เป็นห่วงว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวส่งผลกระทบต่อปากท้องของคนไทย
ชนินท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู กล่าวในฐานะนายกสมาคมบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ว่า ภาคธุรกิจต่างเป็นห่วงสถานการณ์การเมือง ไม่อยากให้เกิดปัญหารุนแรง ขณะนี้ปัจจัยข้างนอกไม่ค่อยดี วิกฤตหนี้ในยุโรปยังไม่จบ ไม่อยากให้มีปัจจัยภายในประเทศเข้ามาอีก
พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ประเทศไทยหยุดการพัฒนามาหลายปี เพราะปัญหาการเมือง ส่งผลให้ไทยเสียโอกาสในหลายเรื่อง และการบริหารประเทศก็เสียจังหวะไป ครั้งนี้ก็เช่นกัน และจะกระทบกับความเชื่อมั่นโดยตรงแต่นักลงทุนก็อยู่ระหว่างการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ ภาคเอกชนและรัฐบาลจำเป็นต้องทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาประเทศและเศรษฐกิจ หากรัฐบาลมีปัญหาต้องหยุดชะงักการทำงาน การประสานงานร่วมกันระหว่างเอกชนและรัฐบาลก็จำเป็นต้องหยุดไปด้วย จึงอาจทำให้การพัฒนาในภาพรวมต้องหยุดการพัฒนาอีกครั้ง ขณะที่ความเชื่อมั่นด้านการลงทุนของประเทศยังคงไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่นักลงทุนก็อยู่ระหว่างการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
“กระบวนการแก้ปัญหามีอยู่แล้ว จึงต้องการให้ทุกฝ่ายหันมาแก้ปัญหา ทำให้เกิดความสงบ เพราะประเทศไทยมีปัญหามานาน และควรจะมีข้อยุติได้แล้ว” พยุงศักดิ์ กล่าว
โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ ให้ความเห็นว่า อดีตที่ผ่านมาไทยผ่านการเมืองมามาก นี่ไม่ใช่ครั้งแรก การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจปัจจุบัน และที่ผ่านมาไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ใดมาจากภาคเอกชนเป็นหลัก เศรษฐกิจไปได้เพราะเอกชนมีความเข้มแข็ง และเอกชนก็ปรับตัวได้ดี นี่คือตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่แน่นอนว่าต้องมีอุตสาหกรรมบางกลุ่มได้รับผลกระทบบ้าง เช่น ภาคการท่องเที่ยว
“สิ่งเหล่านี้เราเห็นและผ่านมาหมดแล้ว ความจริงปัจจุบันเอกชนถือเป็นภาคที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจนี่เป็นสิ่งที่สำคัญกว่า” โฆสิต กล่าว
แต่ในมุมมองของ สุทธาภา อมรวิวัฒน์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ เห็นว่า ปัญหาความวุ่นวายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงปัญหาทางการเมือง และการชุมนุมนั้นไม่ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทย ซึ่งปัญหาความตึงเครียดการเมืองไทยมีมานานตั้งแต่ปี 2547-2548 จนถึงปัจจุบัน และที่ผ่านมาการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล แต่นโยบายเศรษฐกิจก็ไม่เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก และเท่าที่คุยกับนักลงทุนต่างชาติไม่มีความวิตกกังวลกับปัญหาการเมืองไทย
ส่วนความเห็นของ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง ก็อ้อนวอนว่า ขอให้ทุกฝ่ายเจรจากันด้วยเหตุผล ค่อยๆ พูดจากัน เพราะเสถียรภาพทางการเมืองเป็นเรื่องสำคัญที่มีความเชื่อมโยงกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ จึงอยากให้นักการเมืองใช้หลักพรหมวิหารสี่ในเรื่องนี้
“ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและภาคธุรกิจ ขึ้นอยู่กับเสถียรภาพทางการเมือง ทั้งนี้ ควรจะต้องมีการหารือกันเพื่อที่จะสร้างเสถียรภาพและจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ” กิตติรัตน์ กล่าว
ทางด้านตลาดหุ้นนั้น กิตติรัตน์ มองว่า ภาวะหุ้นจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับเสถียรภาพทางการเมืองด้วย







