
‘เจพี’เชียร์ซื้อหุ้นไทย
รอขาย1,350ปีหน้าบจ.กำไรดี บล.ไทยแนะลดพอร์ตหนียุโรป
รอขาย1,350ปีหน้าบจ.กำไรดี บล.ไทยแนะลดพอร์ตหนียุโรป
หุ้นพลิกล็อกจากลบ 15 จุด ตีขึ้นบวกฝีมือรายย่อย โบรกเกอร์ต่างชาติชี้วิกฤตยุโรปกระทบหุ้น 50-60%
เจพีมอร์แกน เชสแอนด์โค คาดดัชนีหุ้นไทยจะปรับเพิ่มขึ้น 19% ในปีหน้า เนื่องจากคาดว่ากำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) อาจเพิ่มขึ้น 20% ดีขึ้นจากที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 15% ในปีนี้
สำหรับแนวโน้มในครึ่งหลังของปีนี้ บจ.จะยังมีกำไรที่ดีจากการขยายตัวของการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารพาณิชย์และอสังหาริมทรัพย์ และหลีกเลี่ยงหุ้นกลุ่มค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค เนื่องจากราคาเต็มมูลค่าแล้ว
“ดัชนีหุ้นอาจเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1,350 จุดใน 12 เดือนข้างหน้า ขณะที่พีอีในขณะนี้อยู่ที่ 11.4 เท่า ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับแต่เดือน ก.พ. และเดือน พ.ค. ดัชนีหุ้นลดลง 8.5% ต่างชาติขายสุทธิ 497 ล้านเหรียญสหรัฐ” เจพีฯ ระบุ
โบรกเกอร์ต่างประเทศอีกรายหนึ่งให้มุมมองของบริษัทในขณะนี้ว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากวิกฤตการณ์ในยุโรปหรือภาพรวมของปัญหาโลก มีน้ำหนักต่อตลาดหุ้นไทยในสัดส่วนถึง 50-60% ส่วนปัญหาการเมืองไทยมีน้ำหนักเพียง 20-30% แต่ยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามว่าจะนำไปสู่ความรุนแรงอย่างไรหรือไม่
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีจุดแข็งแกร่งเรื่องการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งจุดเด่นนี้ทำให้ตลาดหุ้นไทยสามารถปรับตัวสูงกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ ในระยะที่ผ่านมาได้
ขณะนี้เงินทุนจากต่างชาติไหลออกจากหุ้นในเอเชียก็จริง แต่จะเป็นการไหลออกจากประเทศที่มีเศรษฐกิจเชื่อมโยงกับระดับโลกไปยังประเทศในเอเชียด้วยกัน ที่เติบโตด้วยการบริโภคในประเทศ ซึ่งรวมถึงไทยด้วย
ดังนั้น ในระยะที่ปัญหาของโลกยังมีอยู่จะทำให้หุ้นผันผวนช่วงสั้นๆ หรือระยะ 1-2 เดือนข้างหน้า และเมื่อได้รับการจัดการคาดว่าในช่วงครึ่งหลังของปีหุ้นน่าจะปรับตัวดีขึ้น จึงแนะนำให้ทยอยซื้อหุ้นที่เกี่ยวกับการบริโภคในประเทศ
นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า สาเหตุหลักที่ทำให้ดัชนีหุ้นปรับตัวลดลงเป็นผลมาจากนักลงทุนยังคงกังวลเรื่องวิกฤตในกลุ่มประเทศยุโรป จึงได้มีการดึงเงินออกจากการลงทุนในหุ้น ส่วนความขัดแย้งทางการเมืองของไทยไม่ใช่ประเด็นหลัก
หุ้นไทยแกว่งตัวขึ้นลงผันผวนสูงถึงวันละ 20.66 จุด โดยเปิดการซื้อขายดัชนีปรับตัวลงแรงตามตลาดเอเชีย ที่รูดลงแรงเฉลี่ยกว่า 1% และระหว่างวันดัชนีดิ่งลงไป 15.37 จุด เคลื่อนไหวที่ระดับ 1,123.26 จุด แต่ปลายตลาดกลับไล่ซื้อหุ้นตัวใหญ่ดันดัชนีขึ้นไปสูงสุดถึง 1,143.92 จุด หรือบวก 5.29 จุด ก่อนย่อมาปิดที่ 1,141.50 จุด บวก 2.87 จุด ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายหนาตากว่า 46,307 ล้านบาท ซึ่งเป็นการไล่ซื้อหุ้นพลังงานและธนาคารพาณิชย์ แม้ว่าโบรกเกอร์หลายรายแนะนำให้ลูกค้าลดพอร์ตการลงทุนเหลือ 10-15%
ด้านนักลงทุนรายย่อยซื้อหุ้นมากถึง 2,132 ล้านบาท ส่วนต่างชาติซื้อเล็กน้อย 137 ล้านบาท และยังคงซื้อมากถึง 5,991 ล้านบาทในตราสารหนี้ไทย ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากเงินที่ไหลออกจากอินโดนีเซีย ซึ่งดัชนีลดลงกว่า 2% มากที่สุดในเอเชีย
ค่าเงินบาทระหว่างวันอ่อนตัวลงไปแถว 31.90 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แต่กลับมาฟื้นตัวกลับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับระดับปิดของวันก่อนหน้า ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางเงินยูโรที่ได้รับแรงซื้อคืนจากนักลงทุนบางส่วนก่อนผลการลงประชามติของไอร์แลนด์
อย่างไรก็ตาม ทองคำกลับได้รับความสนใจจากนักลงทุน ทำให้ราคาปรับตัวขึ้น โดยทองคำแท่งในประเทศมีการเปลี่ยนแปลงถึงวันละ 7 ครั้ง ปิดรับซื้อที่ 23,500 บาท และขายออก 23,600 บาท เพิ่มขึ้นจากวันก่อน 200 บาท







