
ธุรกิจไทยสามารถแข่งขันได้ในเออีซี?
โดย...เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์
โดย...เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์
ธุรกิจไทยสามารถแข่งขันได้ใน AEC ???ขณะนี้คนไทยค่อนข้างตื่นตัวกับกระแสข่าวประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่เราเรียกกันจนติดปากว่า AEC หรือ ASEAN Economic Community ที่จะเกิดขึ้นเต็มรูปแบบในปี 2558 ซึ่งแนวคิดของ AEC คือการรวมตัวทางเศรษฐกิจของประเทศอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกเดิม 6 ประเทศ คือ ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และบรูไน และสมาชิกใหม่อีก 4 ประเทศ คือ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม เพื่อให้เป็นตลาดเดียวและฐานการผลิตเดียว โดยแนวทางคือ การเคลื่อนย้ายอย่างเสรีทั้งด้านสินค้า บริการ เงินทุน และแรงงาน แนวปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมเช่น การยกเว้นการเก็บภาษีศุลกากรของสินค้าที่นำเข้าจากประเทศเหล่านี้ เช่นถ้าคนไทยนำเข้าสินค้าจากประเทศฟิลิปปินส์ อัตราภาษีนำเข้าก็จะเป็นศูนย์ ซึ่งความจริงก็เป็นศูนย์มาตั้งแต่ปี2553 ในกลุ่มประเทศสมาชิกดั้งเดิม 6 ประเทศของอาเซียนภายใต้กรอบข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียนหรืออาฟต้า
การรวมตัวด้านเศรษฐกิจเหล่านี้ทำให้เกิดโอกาสทางการค้ามากขึ้น เทียบกับการตักปลาในอ่างที่เดิมก่อนมีการรวมตัวเราก็ตักปลาในอ่างของเรา อ่างใครอ่างมัน ถ้าคนอื่นจะมาตักบ้าง เราก็ “กัน” เต็มที่ เช่นเก็บเงินค่าตัก หรือต้องใช้กระชอนเล็กกว่าของเรา แต่เมื่อรวมตัวก็เหมือนเอาอ่างปลาของแต่ละคนมารวมกัน ทำให้เรามี “โอกาส” ที่จะตักปลาได้มากขึ้น เพราะมีปลาของคนอื่นมาให้เราตักมากขึ้นนั่นเอง
ข่าวทุกวันนี้มักเน้นให้เราเตรียมตัวให้ดี อย่าให้ “เสียโอกาส” จากการรวมตัวเป็นตลาดเดียว แต่ที่สำคัญกว่าโอกาสคือ “ผลกระทบ” เพราะเมื่อรวมอ่างปลา ทุกคนต่างคิดว่าจะตักปลาให้ได้มากขึ้น แต่ลืมไปว่าปลาของเราก็จะถูกคนอื่นตักไปได้เหมือนกัน เพราะเรา “เปิดโอกาส” ให้คนอื่นตักปลาของเราด้วย ดังนั้นความสามารถในการ “ฉวยโอกาส” จึงขึ้นกับว่าเราตักปลาเก่งแค่ไหน และที่สำคัญคือ “กติกา” เป็นธรรมแค่ไหน ไม่ทำให้เกิดความได้เปรียบและเสียเปรียบกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
“ธุรกิจยาสูบ” เป็นกรณีศึกษาที่ค่อนข้างชัดเจนที่ภาคธุรกิจไทยได้รับผลกระทบอย่างมากต่อการรวมตัวทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนภายใต้กรอบอาฟตา เพราะก่อนปี 2553 โรงงานยาสูบ ซึ่งเป็นผู้ผลิตบุหรี่ของไทยมีส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 80% แต่หลังการเปิดนำเข้าบุหรี่อย่างเสรีในกลุ่มประเทศอาเซียน และอัตราภาษีนำเข้าเป็นศูนย์ ถึงปัจจุบันส่วนแบ่งตลาดของโรงงานยาสูบลดลงเหลือกว่า 60% ซึ่งถ้าเป็นเรื่อง “ฝีมือ” หรือความสามารถในการแข่งขันคงไปโทษใครไม่ได้ แต่
สาเหตุหลักๆ ของผลกระทบมาจากกติกา “ที่เรากำหนดเอง” แต่กลับตาม “เหลี่ยม” ของคนอื่นเขาไม่ทัน และเปิด “จุดโหว่” ให้บุหรี่นอกชิงความได้เปรียบ เพราะการเปิดตลาดเสรีตามกรอบอาฟตาเปิดโอกาสให้บุหรี่แบรนด์ดังในตลาดโลกและอยู่นอกกลุ่มอาเซียน เข้ามาสร้างโรงงานในประเทศสมาชิกอาเซียนเพื่อส่งออกมายังไทยโดยไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า ขณะที่โรงงานยาสูบไทยกลับต้องเสียภาษีนำเข้าใบยาบางชนิดที่นำมาผลิต
นอกจากนี้ ยังสามารถกำหนดราคานำเข้าที่ต่ำมากๆ เพื่อจะได้เสียภาษีสรรพสามิตในปริมาณต่ำ ตลอดจนภาษีอื่น ๆ ที่อิงกับภาษีสรรพสามิตก็พลอยลดลงไปด้วย ทำให้โรงงานยาสูบต้องเสียภาษีมากกว่า จนไม่สามารถ “ทำราคา” แข่งขันกับบุหรี่นอกได้
ที่มีภาพลักษณ์ที่ดีกว่าและเข้าถึงกลุ่มผู้สูบบุหรี่ทั่วโลก (รวมทั้งไทย) ได้มากกว่า จากการที่สามารถทำโฆษณาได้ในต่างประเทศ
ข้อสังเกตข้างต้นมาจากงานวิจัยที่ยืนยันว่า “ไม่ได้ส่งเสริมให้คนสูบบุหรี่ ไม่ว่าจะเป็นบุหรี่ไทยหรือบุหรี่นอก” และยืนยันตามการรณรงค์ของหน่วยงานด้านสุขภาพว่า “สูบแล้วตาย” ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นยาสูบประเภทไหน ๆ และของประเทศใดก็ตาม แต่เป็นการศึกษาด้านผลกระทบของการเปิดเสรีต่อภาคธุรกิจ ซึ่งยาสูบเป็นกรณีศึกษาที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน
ที่สำคัญเป็นผลกระทบจากโครงสร้างภาษีของไทยเองที่ทำให้บุหรี่ไทยเสียเปรียบในการแข่งขัน เอื้อประโยชน์ให้บุหรี่นอกเข้ามาทำตลาดและทำลายสุขภาพของคนไทย จึงถึงเวลาแล้วที่ต้องทบทวนโครงสร้างภาษีเพื่อปรับเปลี่ยนในเหมาะสมและเป็นธรรมทั้งกับบุหรี่ไทยและบุหรี่นอก เพื่อเตรียมรับเออีซีในอีก 3 ปีข้างหน้า เราจะได้ “ไม่เปลี่ยนโอกาสเป็นวิกฤต” อย่างที่ธุรกิจยาสูบไทยเป็นอยู่ในปัจจุบัน







