
‘ทีกรุงไทย’โอ่นิวไฮหลายด้านปี’55
อัตรากำไรสุทธิ6%ครั้งแรกรอลงทุนใหญ่รับออร์เดอร์ยาว
อัตรากำไรสุทธิ6%ครั้งแรกรอลงทุนใหญ่รับออร์เดอร์ยาว
TKT ลั่นปี 2555 เป็นครั้งแรกที่มีอัตรากำไรสุทธิถึง 6% กำไรสุทธินิวไฮ หลังปรับการผลิตลดต้นทุน เพิ่มเป้ารายได้เป็นโต 35%
นายจุมพล เตชะไกรศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีกรุงไทยอุตสาหกรรม (TKT) เปิดเผยว่า ปี 2555 จะเป็นปีแรกที่บริษัทจะมีอัตรากำไรสุทธิที่ระดับ 6% โดยไตรมาสแรกทำได้ที่ 6.24% ส่วนอัตรากำไรขั้นต้นจะขยับมาที่ 1617% เท่ากับปี 2552 ได้ เทียบกับปีก่อนไม่ถึง 10%
บริษัทมีอัตรากำไรที่ดีขึ้น เนื่องจากได้ปรับปรุงกระบวนการผลิตโดยมีเป้าหมายลดต้นทุนให้ได้ 50 ล้านบาทต่อปี โดยตั้งแต่ลดปัญหาคอขวด ลดการสูญเสียในกระบวนการผลิต รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานต่อหน่วยของพนักงานมากขึ้น
“บริษัทมีต้นทุนค่าจ้างคิดเป็น 12% ของต้นทุนโดยรวม แต่การปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิตและดำเนินงานซึ่งได้ผลมากกว่า จึงทำให้บริษัทไม่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้น” นายจุมพลกล่าว
นอกจากนั้น บริษัทได้เพิ่มเป้ารายได้ปีนี้เป็น 1,700 ล้านบาท หรือเติบโต 35% จากปีก่อนทำได้ 1,282 ล้านบาท จากเดิมมองเติบโตเพียง 15% เนื่องจากเป็นการปรับเพิ่มตามยอดการผลิตรถยนต์ในประเทศที่ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วที่คาดว่าปีนี้มีการผลิตถึง 2 ล้านคัน เทียบจากปีก่อน 1.4 ล้านคัน
ขณะนี้บริษัทมีคำสั่งการผลิตชิ้นส่วนเพิ่มจากลูกค้ารายใหม่เข้ามาหลังน้ำท่วม และคำสั่งการผลิตในโมเดลใหม่ของลูกค้าโดยเฉพาะรถอีโคคาร์ ซึ่งรายได้และกำไรในไตรมาส 2 น่าจะต่ำกว่าไตรมาสแรกเล็กน้อย เนื่องจากมีวันหยุดหลายวัน แต่ไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ก็น่าจะออกมาดีต่อเนื่องตามอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์
“ปีนี้คาดว่าบริษัทมีกำไรสุทธิกลับมาเติบโตและทำสถิติสูงสุดตั้งแต่ตั้งบริษัทมา เพราะผ่านมาเพียงไตรมาสแรกก็มีกำไร 28 ล้านบาท พลิกจากปีก่อนบริษัทขาดทุน 14 ล้านบาท และมั่นใจว่าบริษัทน่าจะมีการเติบโตไม่น้อยกว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ที่โต 37%” นายจุมพล กล่าว
ปัจจุบันบริษัทรอคำสั่งการผลิตของลูกค้าที่จะเกิดขึ้นในปี 25562557 ว่าจะมีโมเดลใหม่ โดยเฉพาะจากอีโคคาร์มากน้อยขนาดไหน ซึ่งคาดว่าในไตรมาส 3 นี้ น่าจะได้ข้อสรุปทั้งพื้นที่การก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่และโครงสร้างทางการเงินลงทุนประมาณ 200300 ล้านบาท อย่างไรก็ตามบริษัทจะต้องพิจารณาให้รอบคอบ เนื่องจากปัจจุบันมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (ดี/อี) 1.6 เท่า สูงกว่าที่บริษัทมีนโยบายกำหนดไว้ไม่เกิน 1.5 เท่า โดยบริษัทมีทางเลือกทั้งไปกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์หรือถ้าจำเป็นต้องเพิ่มทุนก็ต้องทำ แต่ทั้งหมดนี้ต้องรอผลตอบกลับของลูกค้าก่อนเป็นหลัก
สำหรับการลงทุนปีนี้ บริษัทตั้งงบไว้ 7080 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการซื้อเครื่องจักร 2030 ล้านบาท ที่เหลือปรับปรุงคุณภาพเครื่องจักรและการผลิต
ด้านผลประกอบการงวดไตรมาสแรกปีนี้ บริษัทมีกำไรสุทธิ 27.92 ล้านบาท คิดเป็นกำไรหุ้นละ 0.13 บาท พุ่งขึ้น 509% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 4.58 ล้านบาท หรือหุ้นละ 0.02 บาท เพราะนอกจากยอดขายเพิ่มขึ้นแล้ว ยังประสบความสำเร็จในการลดความสูญเสียในการผลิตและไม่ต้องจ่ายภาษีนิติบุคคล เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนมีค่าใช้จ่ายภาษีจำนวน 2.10 บาท







