posttoday
ผ่าโมเดลลงทุน "อินทัช" ผลัดสู่ดิจิตอล อีรา

ผ่าโมเดลลงทุน "อินทัช" ผลัดสู่ดิจิตอล อีรา

30 พฤษภาคม 2555

หลังคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ประกาศแผนแม่บทหลัก 3 ฉบับ ในราชกิจจานุเบกษา คือ แผนแม่บทบริหารคลื่นความถี่ แผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ และแผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม ส่งผลให้ภาพรวมของอุตสาห กรรมโทรคมนาคมและอุตสาหกรรมสื่อมีความชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประมูลใบอนุญาตให้บริการ หรือไลเซนส์ 3จี คลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ์ และการประมูลไลเซนส์ทีวีดิจิตอลประเภทต่างๆ

หลังคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ประกาศแผนแม่บทหลัก 3 ฉบับ ในราชกิจจานุเบกษา คือ แผนแม่บทบริหารคลื่นความถี่ แผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ และแผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม ส่งผลให้ภาพรวมของอุตสาห กรรมโทรคมนาคมและอุตสาหกรรมสื่อมีความชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประมูลใบอนุญาตให้บริการ หรือไลเซนส์ 3จี คลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ์ และการประมูลไลเซนส์ทีวีดิจิตอลประเภทต่างๆ

การประมูลไลเซนส์ที่จะเกิดขึ้นจาก กสทช. ถือเป็นจุด “เปลี่ยนผ่าน” ทางเทคโนโลยีที่สำคัญ และเป็นแรงผลักดันให้กลุ่มผู้ประกอบการยักษ์ใหญ่เริ่มขยับตัวเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ หนึ่งในนั้นคือ กลุ่มอินทัช ผู้นำในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของประเทศ

สมประสงค์ บุญยะชัย ประธานกรรมการบริหารกลุ่มอินทัช กล่าวว่า ขณะนี้อินทัชเตรียมพร้อมและตื่นตัวรับการประมูลไลเซนส์ที่จะเกิดขึ้นอย่างเต็มที่ ถือเป็นโครงการใหญ่ที่จะลงทุนในครึ่งปีหลัง คือ การประมูลไลเซนส์ 3จี ที่จะประมูล 15 เมกะเฮิรตซ์ หรือ 3 ใบจากทั้งหมด 9 ใบ ภายใต้งบลงทุนเบื้องต้น 5 หมื่นล้านบาทใน 3 ปี ซึ่งเงินลงทุนครั้งนี้จะครอบคลุมค่าไลเซนส์ ค่าอุปกรณ์ และการติดตั้งโครงข่าย และงบการตลาดต่างๆ แต่ทั้งนี้พร้อมที่จะกู้เงินเพิ่ม หากมีความจำเป็นต้องใช้เม็ดเงินลงทุนเพิ่มจากที่ตั้งไว้

ทั้งนี้ สาเหตุที่ทางอินทัชเห็นว่าคลื่นความถี่ 15 เมกะเฮิรตซ์เพียงพอแล้ว แม้ทาง กสทช.จะกำหนดให้ผู้เข้าร่วมประมูลสามารถประมูลสูงสุดที่ 4 ใบ หรือ 20 เมกะเฮิรตซ์ก็ตาม เนื่องจากคลื่นความถี่ 15 เมกะเฮิรตซ์นั้นเพียงพอต่อการให้บริการ และอินทัชยังมองถึงอนาคตที่ กสทช.จะประมูลคลื่นความถี่อื่นๆ อีก เช่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อพัฒนาสู่แอลทีอี ดังนั้นจึงไม่ต้องการให้ต้นทุนทั้งหมดตกอยู่ที่การประมูลไลเซนส์ 3จี เพียงอย่างเดียว

นอกจากไลเซนส์ 3จี แล้ว อินทัชเตรียมเข้าประมูลไลเซนส์ทีวีดิจิตอลในส่วนของการใช้คลื่นความถี่ หรือผู้ให้บริการช่องรายการ โดยจะประมูลจำนวน 3 ช่อง จากที่ กสทช.จะเปิดประมูล 4050 ช่อง ซึ่งการที่อินทัชสนใจเข้าประมูล 3 ช่อง เพื่อให้มีรายการที่แตกต่างและเข้าถึงผู้ชมได้หลากหลายกลุ่มมากขึ้น โดยคอนเทนต์ที่สนใจยังคงเป็นข่าว กีฬา ละคร เกมโชว์ ซึ่งเป็นคอนเทนต์ที่ได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้ และเชื่อว่ายังอยู่ในกระแสของผู้ชมต่อไปในอนาคต

“การที่อินทัชสนใจในทีวีดิจิตอล เนื่องจากถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ คือ จากอะนาล็อกไปสู่ดิจิตอล ซึ่งในหนึ่งชีวิตของคนจะมีโอกาสได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในลักษณะนี้ไม่บ่อยนัก และหากอินทัชเริ่มต้นได้ดีก็จะเป็นการปูรากฐานสำหรับอนาคตในอีก 15-20 ปีข้างหน้าได้อย่างดีเช่นกัน” สมประสงค์ กล่าว

สำหรับการเข้าสู่ทีวีดิจิตอลนั้น แม้จะต้องรอรายละเอียดจาก กสทช.ในเรื่องค่าไลเซนส์ต่างๆ ถึงจะกำหนดเม็ดเงินลงทุนทั้งหมดได้ แต่เบื้องต้นคาดว่างบลงทุนจะอยู่ที่ 2,000-3,000 ล้านบาทต่อช่อง ซึ่งไม่แตกต่างจากเมื่อครั้งที่กลุ่ม ชิน คอร์ปอเรชั่น เคยให้ลงทุนไปกับช่องไอทีวี และจากประสบการณ์การทำไอทีวีมาก่อน จะช่วยเพิ่มให้ช่องทีวีของอินทัชครั้งนี้มีความน่าสนใจและแข็งแกร่งกว่าเดิม

สมประสงค์ กล่าวว่า นอกจาก 2 โปรเจกต์ใหญ่ครึ่งปีหลังแล้ว ยังเปิดให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้ามาร่วมทุนในรูปแบบ เวนเจอร์ แคปปิตอล โดยจะร่วมทุนรายละ 5 ล้านบาทขึ้นไป เบื้องต้นวางงบสำหรับการเวนเจอร์ แคปปิตอล ปีแรกไว้ที่ 200 ล้านบาท เน้นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศ มีเดีย โทรคมนาคม และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับกลุ่มอินทัช เช่น ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ เป็นต้น

ด้านคุณสมบัติของบริษัทที่อินทัชจะเข้าไปร่วมทุนด้วย คือต้องมีส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 20% ในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าตลาดมากกว่า 1,000 ล้านบาท มีทุนจดทะเบียนมากกว่า 10 ล้านบาท จำนวนพนักงานมากกว่า 50 คน และมีรายได้ต่อปีสูงกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งตัวอย่างของการเวนเจอร์ แคปปิตอล ที่ประสบความสำเร็จ คือ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และบริษัท ซิงกา (Zynga) ผู้ผลิตแอพพลิเคชันเกม ที่เริ่มต้นจากบริษัทเล็กๆ ด้วยเงินลงทุน 5-12.7 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ปัจจุบันทั้งสามบริษัทมีมูลค่าสูงถึง 1,000 ล้าน-1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

ทั้งหมดถือเป็นการเตรียมพร้อมของกลุ่มอินทัชในเบื้องต้น ที่จะก้าวข้ามจากยุคปัจจุบันสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งยิ่งใหญ่ ซึ่งนอกจากจะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มและต่อยอดธุรกิจในเครือให้ไปไกลกว่าเดิมแล้ว ยังหมายถึงตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ที่กำลังนับถอยหลังในอีก 3 ปีข้างหน้า หรือปี 2558 อีกด้วย

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ