
‘ทัศพล’ยันกอดหุ้นAAV5ปี
เตือนอย่าเชื่อข่าวลือทิ้งวันแรกนักลงทุนสถาบัน70%ลงทุนยาว
เตือนอย่าเชื่อข่าวลือทิ้งวันแรกนักลงทุนสถาบัน70%ลงทุนยาว
“ทัศพล” ควงที่ปรึกษาทางการเงิน งัดหุ้น AAV แถลงปฏิเสธข่าวลือทิ้งวันแรก ยันกอดยาว 5 ปี สถาบันถือไอพีโอ 70% เชื่อไม่ทำกำไรช่วงสั้น
นายทัศพล แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV) ผู้ถือหุ้นใหญ่และผู้บริหารสายการบินไทยแอร์เอเชีย ออกโรงเปิดแถลงข่าวด่วนชี้แจงกรณีที่มีกระแสข่าวว่ากลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่จะขายหุ้นทิ้งในวันแรกของหุ้นเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยวันที่ 31 พ.ค.นี้ ว่าไม่เป็นความจริง ผู้ถือหุ้นทั้งหมด 6 คน ยืนยันว่าจะไม่มีการขายหุ้นทิ้ง แม้หุ้นที่ถืออยู่กว่า 2,000 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 60% ของสัดส่วนการถือหุ้นทั้งหมด จะครบระยะเวลาห้ามขายหุ้น (ไซเลนต์พีเรียด) ภายในเวลา 6 เดือนก็ตาม
นอกจากนี้ ผู้บริหารยังคงถือหุ้นไม่น้อยกว่า 51% เพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.การเดินอากาศ และนำหุ้นดังกล่าวไปฝากไว้กับศูนย์รับฝากแห่งประเทศไทยเป็นเวลาขั้นต่ำ 5 ปี
ด้านหุ้นของพนักงานที่ซื้อหุ้นไป 6070 ล้านหุ้น ก็มั่นใจว่าจะยังไม่ขายแม้จะครบเวลาไซเลนต์พีเรียด 1 ปี เพราะเชื่อว่าสิ่งที่พนักงานจะได้รับคือมูลค่าหุ้นที่จะเพิ่มขึ้น 5-10 เท่าในอนาคตได้
“กระแสข่าวลือที่ว่าผมจะขายหุ้นทิ้งทันทีหลังนำบริษัทเข้าตลาดเป็นเพียงเสียงลือเสียงเล่าอ้าง และไม่มีเหตุผลอะไรที่ผู้บริหารต้องขายหุ้นออกมา เพราะบริษัทมีแผนงานอนาคตที่ชัดเจนว่าภายใน 5 ปี ต้องมีเครื่องบินเป็น 48 ลำ ภายในปี 2559 ต้องเริ่มสั่งเครื่องบินใหม่หลังลำแรกต้องปลดประจำการหลังบินมา 12 ปี ดังนั้นขอให้ดูที่ตัวบริษัทและแผนงานอนาคตมากกว่าข่าวลือที่เกิดขึ้น” นายทัศพล
สำหรับความเสี่ยงของธุรกิจจะมีราคาน้ำมันที่เป็นต้นทุนของบริษัทถึง 30-35% ซึ่งราคาน้ำมันเริ่มปรับลงเป็นเรื่องที่ดี คาดเฉลี่ยปีนี้อยู่ที่ 125-127 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเทียบกับปีก่อนอยู่ที่ 121 เหรียญสหรัฐ
น.ส.สุวภา เจริญยิ่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินของ AAV กล่าวว่า ภาวะตลาดหุ้นในวันนี้ หุ้น AAV เข้าซื้อขายวันแรกเป็นปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบ คุม ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าบรรยากาศโดยรวมต้องส่งผลกระทบกับราคาหุ้นบ้าง แต่เชื่อว่าบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานดีและมีแผนการเติบโตที่แน่นอนในอนาคตไม่น่าจะเป็นแรงกดดันทำให้ผู้ลงทุนขายออกมา
สำหรับไอพีโอที่ขายจำนวน 1,212.5 ล้านหุ้น แบ่งขายสัดส่วน 70% ให้กับนักลงทุน เพราะเชื่อในมุมมองของสถาบันที่มีความเข้าใจในธุรกิจและการตัดสินใจลงทุนในหุ้นแต่ละบริษัทมักเป็นการลงทุนในระยะยาว
ด้านรายย่อยอาจจะมีขายหุ้นออกมาบ้างในวันแรก ซึ่งก็เป็นเรื่องดีเพราะช่วยทำให้เกิดสภาพคล่อง แต่คงไม่พร้อมใจกันขายทั้งหมด เพราะทุกคนซื้อมาในราคาที่เท่ากันหมด ไม่มีส่วนต่างราคาระหว่างพนักงาน ผู้บริหาร นักลงทุนรายย่อยและสถาบัน







