posttoday
ฟู้ดคอร์ต...ยันไม่ขึ้นราคา 5 ปีแนะรัฐรื้อกม.ค้าปลีกปรับเออีซี

ฟู้ดคอร์ต...ยันไม่ขึ้นราคา 5 ปีแนะรัฐรื้อกม.ค้าปลีกปรับเออีซี

29 พฤษภาคม 2555

ปัญหาอาหารจานด่วน อาหารสำเร็จรูป ราคาแพงในช่วงที่ผ่านมา ศูนย์อาหาร (ฟู้ด คอร์ต) ในห้างค้าปลีกสมัยใหม่ (โมเดิร์นเทรด) ตกเป็นจำเลยของสังคมมาโดยตลอด จากเสียงของผู้บริโภคที่สะท้อนว่าอาหารจานด่วนในฟู้ดคอร์ตขายราคาสูงกว่าปกติเทียบกับเมนูเดียวกันกับร้านอาหารที่อยู่ข้างนอก

ปัญหาอาหารจานด่วน อาหารสำเร็จรูป ราคาแพงในช่วงที่ผ่านมา ศูนย์อาหาร (ฟู้ด คอร์ต) ในห้างค้าปลีกสมัยใหม่ (โมเดิร์นเทรด) ตกเป็นจำเลยของสังคมมาโดยตลอด จากเสียงของผู้บริโภคที่สะท้อนว่าอาหารจานด่วนในฟู้ดคอร์ตขายราคาสูงกว่าปกติเทียบกับเมนูเดียวกันกับร้านอาหารที่อยู่ข้างนอก

นอกจากนี้ รัฐบาลได้ออกมาบอกว่า ปัจจัยที่ทำให้ราคาสินค้าแพง ส่วนหนึ่งมาจากค่าเช่าแผงขายสินค้าปรับค่าเช่าเพิ่มขึ้น ส่วนในร้านค้าปลีกสมัยใหม่มีการขึ้นค่าธรรมเนียม หรือเรียกเก็บค่าต๋งในรูปแบบต่างๆ เมื่อนำสินค้าเข้าไปวางจำหน่ายในโมเดิร์นเทรด โดยเจ้าของสินค้าหรือซัพพลายเออร์สินค้าอุปโภคบริโภคมีการร้องว่าเรียกเก็บค่าฟีอัตราสูง ทำให้กระทบต้นทุนในภาพรวมสูงขึ้น และมีผลต่อราคาขายปลีกในที่สุด

พร้อมกับที่กรมการค้าภายใน (คน.) กระทรวงพาณิชย์ เตรียมกำหนดแนวทางในการนำอาหารปรุงสำเร็จเข้ามาอยู่ในบัญชีควบคุมเพื่อแก้ปัญหาราคาอาหารจานด่วนแพง โดยให้พิจารณาอัตราส่วนแบ่งกำไรจากร้านอาหารในห้างค้าปลีกว่าควรจะอยู่ที่ 20% ไม่ใช่กำไรมาก ซึ่งทางรัฐอ้างว่าปัจจุบันส่วนแบ่งกำไรจากร้านอาหารในห้างค้าปลีกอยู่ที่ 37-40%

บุษบา จิราธิวัฒน์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ปัจจุบันกลุ่มสมาชิกผู้ประกอบการห้างค้าปลีกสมัยใหม่ต่างๆ ไม่ได้ปรับราคาเมนูอาหารภายในศูนย์อาหารมานานกว่า 5 ปีแล้ว โดยยังตรึงราคาอาหารตามอัตราเดิมไว้ ซึ่งเป็นราคาเดียวกับในช่วงก่อนและหลังน้ำท่วม รวมถึงรายการอาหาร 10 เมนู อาทิ ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู ข้าวไข่เจียว ก๋วยเตี๋ยวหมู ฯลฯ ในราคาที่ภาครัฐกำหนด

จากปัจจุบัน ตัวเลขส่วนแบ่งกำไร 37-40% นั้น เป็นตัวเลขที่รวมภาษีที่จัดเก็บให้ภาครัฐ คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% โดยร้านค้ามีต้นทุนอาหารเฉลี่ยอยู่ที่ 30-40 บาท ส่วนที่เหลือเป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายอำนวยความสะดวกอื่นๆ เช่น อุปกรณ์ครัว บริการภาชนะอาหาร ค่าน้ำไฟ ค่าบำรุงรักษาสถานที่ ฯลฯ ขณะที่ห้างค้าปลีกเองมีรายได้จากศูนย์อาหารในสัดส่วนประมาณ 1% เท่านั้น

ทั้งนี้ สมาคมฯ อยากให้ภาครัฐมองถึงต้นตอที่แท้จริงว่าราคาอาหารที่ปรับเพิ่มขึ้นนั้นมาจากปัญหาอะไร ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาพบว่าจากนโยบายการปรับค่าแรงเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาสินค้า รวมทั้งอาหารปรับขึ้นไปล่วงหน้าเพื่อรอรับกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น ซึ่งการปรับค่าแรงภาครัฐควรดำเนินการแบบมีขั้นตอนมากกว่าการประกาศขึ้นทีเดียว รวมถึงปัญหาราคาน้ำมันที่กระทบการขนส่งในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้รัฐได้เข้าไปดูแลแล้ว

สำหรับการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมแรกเข้า ที่กล่าวอ้างว่ากระทบต้นทุนสินค้าบางรายการ ทำให้ต้องปรับราคาขายปลีกขึ้น เช่น ข้าวถุงนั้น ทางสมาคมฯ มองว่าเป็นระบบซัพพลายเชนด้านการกระจายสินค้าและโลจิสติกส์ ซึ่งระบบดังกล่าวเป็นหัวใจของการทำการค้า โดยเงื่อนไขการวางสินค้าเข้าโมเดิร์นเทรดประกอบด้วย 1.ค่าธรรมเนียมแรกเข้า 2.ค่ากิจกรรมส่งเสริมการขายการตลาดในห้าง (ค่าหัวชั้น) และ 3.ค่าขนส่ง (โลจิสติกส์) จากศูนย์กระจายสินค้า (ดีซี) ไปสาขาต่างๆ คิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 5% ของต้นทุนสินค้า

“ค่าหัวชั้นเป็นเหมือนค่าใช้จ่ายโปรโมชัน เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าเพื่อเพิ่มยอดขาย ซึ่งการจองพื้นที่หัวชั้นก็ขึ้นอยู่กับเจ้าของสินค้าเอง รวมทั้งค่าโลจิสติกส์ที่เป็นส่วนช่วยเหลือซัพพลายเออร์กระจายสินค้าไปยังสาขาต่างๆ ของห้างค้าปลีก” บุษบา กล่าว

ขณะที่ พ.ร.บ.ค้าปลีกค้าส่งที่กระทรวงพาณิชย์เตรียมเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ลงนามเห็นชอบ เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาส่ง (ร่าง) พ.ร.บ.ค้าปลีกค้าส่ง พ.ศ.... เข้ารับการพิจารณาของรัฐสภานั้น ซึ่งสมาคมฯ เห็นว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวควรให้มีการทบทวนเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์การค้าปลีกสมัยใหม่ในปัจจุบันหรือไม่

พร้อมกันนี้เห็นควรให้มีการ “นิยาม” หรือให้คำจำกัดความของธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ จากพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันที่เข้าสู่ยุคการค้าแบบไร้พรมแดน โดยเฉพาะการใช้สื่ออินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทในการซื้อขายสินค้ามากขึ้น ซึ่งรัฐควรเข้าไปดูแลในกฎหมายพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรืออีคอมเมิร์ซมากกว่า จากปัจจุบันมีกฎหมาย 6 ฉบับ คือ พ.ร.บ.ผังเมือง พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ร.บ.ส่งเสริมรักษาสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ และ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค

ขณะเดียวกัน พ.ร.บ.ค้าปลีกค้าส่งฉบับดังกล่าวยังไม่ครอบคลุมการแข่งขันค้าปลีกของประเทศที่จะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ที่ปัจจุบันประเทศไทยมีความแข็งแกร่งในภาคค้าปลีกในอันดับต้นๆ ของภูมิภาคนี้ ซึ่งควรหันไปพัฒนาและส่งเสริมรูปแบบร้านค้าประเภทต่างๆ ให้มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อตั้งรับต่อการเข้ามาของผู้ประกอบการค้าปลีกพิเศษ (สเปเชียลิตี สโตร์) ต่างๆ จากต่างประเทศมากกว่า

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี