posttoday
ดัชนีผลผลิตอุตฯเม.ย.กระเตื้อง

ดัชนีผลผลิตอุตฯเม.ย.กระเตื้อง

28 พฤษภาคม 2555

ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนเม.ย. ปรับตัวดีขึ้น 0.54% เป็นบวกครั้งแรกในรอบ 8 เดือน ใช้กำลังการผลิต 62.2% แต่รวมไตรมาส 1 ยังติดลบ

ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนเม.ย. ปรับตัวดีขึ้น 0.54% เป็นบวกครั้งแรกในรอบ 8 เดือน ใช้กำลังการผลิต 62.2% แต่รวมไตรมาส 1 ยังติดลบ

นายอภิวัฒน์ อสมาภรณ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) ประจำเดือนเม.ย. 2555 อยู่ที่ระดับ 166.2 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.54% ซึ่งถือเป็นการขยายตัวครั้งแรกในรอบ 8 เดือน ตั้งแต่เดือนก.ย. 2554 มีอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ระดับ 62.24% โดยอุตสาหกรรมสำคัญที่ส่งผลด้านบวกต่อค่าดัชนี คือ รถยนต์ เบียร์ เครื่องปรับอากาศ และเครื่องใช้ในบ้าน เป็นต้น

ดัชนีผลผลิตอุตฯเม.ย.กระเตื้อง

ทั้งนี้ ในส่วนของอุตสาหกรรมยานยนต์ การผลิตและจำหน่ายปรับตัวดีขึ้นมาก โดยเฉพาะรถกระบะ ซึ่งกลุ่มรถยนต์สามารถฟื้นตัวจากน้ำท่วมได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่เบียร์ การผลิตเพิ่มขึ้น เพราะเข้าใกล้เทศกาลฟุตบอลยูโร ผู้ผลิตจึงเพิ่มกำลังการผลิต เพื่อผลิตสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการในเทศกาลดังกล่าว และอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศ มียอดการผลิตที่ฟื้นตัวจากสภาพอากาศร้อน ความต้องการสินค้าจึงมีมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อรวมเป็นรายไตรมาส (ม.ค.-เม.ย.2555) ค่าดัชนีเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 172.53 ติดลบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 5.24% มีการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ย 62.86% เนื่องจากอุตสาหกรรมหลักอย่างอิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึง เสื้อผ้าสำเร็จรูป ยังอยู่ในระดับไม่ดีนัก เพราะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยังไม่ฟื้นตัวจากน้ำท่วมในครั้งที่ผ่าน และคาดวาจะเริ่มฟื้นตัวได้ในไตรมาส 3

ขณะที่กลุ่มสิ่งทอการผลิตและจำหน่ายลดลง 20% คำสั่งซื้อก็ปรับตัวลดลง เนื่องจากราคาวัตถุดิบผันผวน และการปรับขึ้นค่าแรง ทำให้ผู้ผลิตจำเป็นต้องปรับราคาสินค้าขึ้น ส่งผลให้ราคาสูงกว่าคู่แข่งประมาณ 5-7% และในส่วนของเสื้อผ้าสำเร็จรูป คำสั่งซื้อจากตลาดยุโรปลดน้อยลง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าชุดชั้นในสตรี และเสื้อผ้าเด็ก

“เมื่อจบไตรมาส 2 จะมีการทบทวนตัวเลขประมาณการณ์ใหม่อีกครั้ง แต่เชื่อว่าแนวโน้มน่าจะดีขึ้นตามลำดับ ถึงแม้ไตรมาส 1 ค่าดัชนีจะติดลบ แต่ยังคงติดลบอยู่ในกรอบที่วางไว้ โดยทั้งปีคาดว่าค่าดัชนีจะเป็นบวกที่ 6-7% ส่วนจีดีพีอุตสาหกรรมจะอยู่ที่ 4.5-5.5%”นายอภิวัฒน์กล่าว

สำหรับในไตรมาส 2 ยังคงมีปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ ความผันผวนในราคาพลังงาน ทั้งน้ำมัน แอลพีจี และเอ็นจีวี ภาวะเศรษฐกิจยุโรป ซึ่งถึงแม้ยุโรปจะไม่ใช่ตลาดส่งออกหลักของไทยแล้ว แต่การส่งออกทางตรงไปยุโรปติดลบ ส่วนการส่งออกทางอ้อม โดยเฉพาะในกลุ่มสิ่งทอ ที่ไทยส่งไปอาเซียนมากก็เริ่มที่จะส่งออกได้น้อยลง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากยุโรปมีคำสั่งซื้อน้อยลง ส่วนตลาดสหรัฐอเมริกาก็ยังคงติดลบ จึงมีความน่าเป็นห่วงอยู่

ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศ ยังมีความกังวลเรื่องการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท แต่ไม่ได้กระทบในทุกอุตสาหกรรม ซึ่งกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากก็ได้เตรียมการณ์ปรับตัว ย้ายไปลงทุนในต่างประเทศแล้ว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท