
อำนาจฟ้องคดีปกครองในกิจการโทรคมนาคม
โดย...รุจิระ บุนนาค
โดย...รุจิระ บุนนาค
Twitter : @ RujiraBunnag
เมื่อประมาณกลางเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งในคดีที่เกี่ยวกับกิจการโทรคมนาคมคดีหนึ่ง ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับความเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกิจการโทรคมนาคม อันจะทำให้มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้หรือไม่
ในคดีดังกล่าวผู้ฟ้องคดี (โจทก์) อ้างว่าตนเป็นประชาชนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของบริษัทผู้ให้บริการรายหนึ่ง ได้ยื่นฟ้องสำนักงานและคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2) เพื่อขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งเพิกถอนประกาศของ กทช. ที่ออกมาเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อการประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ย่าน 2.1 กิกะเฮิรตซ์ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “ระบบ 3G” และระงับการประมูลการให้บริการโทรศัพท์ในคลื่นความถี่ดังกล่าว
ผู้ฟ้องคดีได้อ้างเหตุผลที่สำคัญต่อศาลว่า ประกาศดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้ฟ้องคดี จากการที่ประกาศฯ ดังกล่าวมีข้อกำหนดให้ผู้ชนะการประมูลต้องส่งคืนคลื่นความถี่ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ในขณะที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยังไม่มีหลักเกณฑ์ หรือมาตรการใดๆ ที่จะป้องกันผลกระทบต่อผู้ฟ้องคดีที่ยังใช้โทรศัพท์ในระบบเดิม 2G ทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถทำการติดต่อภายในเครือข่ายเดียวกันได้ และเป็นการบีบบังคับให้ผู้ฟ้องคดีต้องเปลี่ยนไปใช้ระบบ 3G โดยไม่สมัครใจ
ศาลปกครองชั้นต้นและศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง โดยให้เหตุผลไปในแนวทางเดียวกัน สรุปได้ว่าประกาศฯ ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ เพื่อให้ผู้ที่จะขอรับใบอนุญาตได้ทราบหลักเกณฑ์ในการพิจารณาให้ใบอนุญาต จึงไม่มีส่วนใดของประกาศที่กระทบสิทธิของผู้ใช้บริการแต่ละรายเป็นการเฉพาะตัว ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากประกาศดังกล่าว คือ ผู้ที่ประสงค์จะขอรับใบอนุญาต ซึ่งนอกจากจะต้องมีคุณสมบัติตามมาตรา 8 ของกฎหมายการประกอบกิจการโทรคมนาคมแล้วยังต้องมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด หรือบริษัทมหาชนจำกัดตามกฎหมายไทยอีกด้วย
เมื่อผู้ฟ้องคดีเป็นบุคคลธรรมดาไม่มีคุณสมบัติที่จะขอรับใบอนุญาต จึงไม่อาจอ้างได้ว่าประกาศดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายโดยตรงและเป็นการเฉพาะตัวต่อผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ใช่ ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ กล่าวให้เข้าใจง่ายก็คือ ไม่ใช่ผู้เสียหายในคดีปกครอง จึงไม่มีอำนาจนำคดีมาฟ้องต่อศาลนั่นเอง
เหตุผลในคำสั่งของศาลปกครองและศาลปกครองสูงสุดข้างต้น ทำให้ดูเหมือนว่าศาลปกครองวางหลักเกี่ยวกับการเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีหรือการเป็นผู้เสียหายในคดีปกครองไว้ในลักษณะเคร่งครัดหรือจำกัด แต่หากได้พิจารณาถึงบทบัญญัติในมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่ได้บัญญัติถึงการเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดี เปรียบเทียบกับมาตรา 55 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่บัญญัติถึงสิทธิในการฟ้องคดีแพ่งแล้ว จะเห็นว่าในคดีปกครองมีการกำหนดขอบเขตเกี่ยวกับสิทธิในการฟ้องคดีไว้กว้างกว่าสิทธิในการฟ้องคดีแพ่ง
ในคดีปกครองผู้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้แก่ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ขณะที่ในคดีแพ่งผู้มีสิทธิฟ้องคดีได้แก่ผู้ที่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลตามกฎหมายแพ่ง กล่าวคือ เฉพาะบุคคลที่สิทธิตามกฎหมายแพ่ง (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตลอดจนพระราชบัญญัติอื่นที่มีบทบัญญัติรับรองสิทธิของบุคคลในทางแพ่ง) ของตนมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้น หรือมีความจำเป็นต้องใช้สิทธิทางศาลเท่านั้น ทำให้เห็นได้ว่าผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ใช้บริการระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ให้บริการรายหนึ่ง น่าจะถือเป็นผู้เดือดร้อนเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนเสียหาย หากมีการประมูลและต้องมีการคืนคลื่นความถี่
ด้วยความเคารพในคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด กรณีดังกล่าวในมุมมองของผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือกลับมองว่า ผู้ฟ้องคดีได้ทำการฟ้องขอให้เพิกถอนประกาศ กทช. และขอให้ศาลระงับการประมูลบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 3G ก็เพื่อต้องการใช้กระบวนการยุติธรรมมาปกป้องสิทธิของตนเองในฐานะที่เป็นผู้บริโภคคนหนึ่ง ซึ่งเกิดความไม่มั่นใจว่าระบบการติดต่อสื่อสารที่ตนเองใช้บริการอยู่นั้น จะยังคงใช้อยู่ต่อไปได้หรือไม่ หากมีการให้บริการระบบใหม่ 3G เกิดขึ้น เนื่องจากในขณะนั้น หน่วยงานที่กำกับดูแลอย่าง กทช. ก็ไม่มีความชัดเจนว่าเมื่อจะมีการประมูลระบบ 3G แล้ว
ในส่วนของผู้ใช้บริการโทรศัพท์ระบบ 2G จะยังคงใช้ต่อไปได้หรือไม่ หากไม่สามารถใช้ต่อไปได้ กทช.จะมีมาตรการใดมารองรับผู้ใช้บริการระบบ 2G ซึ่งเป็นผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือส่วนใหญ่ที่มีจำนวนมากที่สุดถึงร้อยละ 90 ของผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งประเทศ จากปริมาณเลขหมายที่ใช้อยู่ประมาณ 80 ล้านเลขหมาย ในขณะที่ผู้ใช้ระบบ 3G ซึ่งต้องใช้กับโทรศัพท์แบบสมาร์ตโฟนที่มีราคาแพงกว่า มีจำนวนเพียงร้อยละ 10 ของผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งประเทศเท่านั้น







