posttoday
พฤติกรรมแห่งความสำเร็จในการลงทุน

พฤติกรรมแห่งความสำเร็จในการลงทุน

28 พฤษภาคม 2555

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนหลายคนอาจกลุ้มใจที่เห็นราคาหุ้นหรือหลักทรัพย์อื่นที่ตนลงทุนปรับลดลง ไม่ว่าจะเป็นหุ้น ทองคำ หรือน้ำมัน ขณะที่นักลงทุนบางคนอาจเริ่มยิ้มแย้มแจ่มใส เพราะเป็นจังหวะที่เฝ้ารอมานาน ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วว่าเมื่อไหร่หุ้นจะถูกจะได้เข้าซื้อสักที

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนหลายคนอาจกลุ้มใจที่เห็นราคาหุ้นหรือหลักทรัพย์อื่นที่ตนลงทุนปรับลดลง ไม่ว่าจะเป็นหุ้น ทองคำ หรือน้ำมัน ขณะที่นักลงทุนบางคนอาจเริ่มยิ้มแย้มแจ่มใส เพราะเป็นจังหวะที่เฝ้ารอมานาน ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วว่าเมื่อไหร่หุ้นจะถูกจะได้เข้าซื้อสักที

แต่คำถามที่นักลงทุนมักจะถามกันเสมอ เมื่อจะซื้อหรือขายหลักทรัพย์ที่ลงทุนว่า ควรซื้อหรือขายที่ราคาเท่าไร ควรซื้อหรือขายในรูปแบบอย่างไร

คำตอบสำหรับคำถามเหล่านี้ เราอาจหาอ่านได้จากหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนต่างๆ ซึ่งมีอยู่มากมายในท้องตลาด แต่เรายังไม่เคยได้ข้อพิสูจน์เลยว่า หากทำตามอย่างหนังสือแล้ว โอกาสที่จะสำเร็จหรือล้มเหลวในการลงทุนมีมากน้อยเท่าไร วันนี้ผมจึงอยากขอนำรายงาน “การสำรวจพฤติกรรมของนักลงทุนบุคคลธรรมดาที่เน้นการลงทุนระยะสั้นในตลาดหุ้นไทย” ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ปี 2553 ที่ได้สรุปพฤติกรรมแห่งความสำเร็จและล้มเหลวสำหรับการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ มาแชร์ให้พวกเราได้ใช้เป็นแนวทางในการลงทุน เผื่อว่าที่กำไรจะได้กำไรมากขึ้น ที่ขาดทุนจะได้ขาดทุนน้อยลง ดังนี้ครับ

พฤติกรรมที่อาจนำไปสู่ความสำเร็จ (เพิ่มโอกาสในการทำกำไร)

1. การศึกษาหาความรู้ก่อนการลงทุนเกี่ยวกับการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์

2. ควรมีการกระจายการลงทุนไปยังทรัพย์สินประเภทอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้น

3. มีการวางแนวทาง/หลักเกณฑ์ในการลงทุนหลักทรัพย์

4. กำหนดระดับอัตราผลขาดทุนที่ยอมรับได้จากการลงทุนในแต่ละหลักทรัพย์

5. ต้องปฏิบัติได้ตามแนวทาง/หลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้าได้เกือบทั้งหมด

6. มีการนำปัจจัยการวิเคราะห์พื้นฐานและปัจจัยเทคนิคมาประกอบการตัดสินใจในระดับการใช้ข้อมูลมาก

ปัจจัยด้านภาวะเศรษฐกิจและการเมือง

ปัจจัยด้านภาวะอุตสาหกรรม

ปัจจัยด้านบริษัทที่ลงทุน

ปัจจัยที่เกี่ยวกับภาวะตลาดหุ้นโดยรวม

ปัจจัยด้านเทคนิค

7. ควรมีการทยอยซื้อหลักทรัพย์ในแต่ละตัวและในช่วงตลาดขาขึ้น ไม่ควรซื้อขายหลักทรัพย์บ่อยครั้งเกินไป

8. มีรูปแบบการซื้อ–ขายหลักทรัพย์ ดังนี้

ซื้อหุ้นเพิ่มเติมจากการประเมินทางเทคนิคว่า SET Index จะปรับตัวขึ้น

ซื้อหุ้นเมื่อ RSI ชี้ว่า Over Sold

ซื้อหุ้นแนวเส้นค่าเฉลี่ย

ซื้อหุ้นเมื่อ MACD สูงขึ้น+อยู่ในแดนบวกและ Volume เข้า

ขายหุ้นออกจากการประเมินทางเทคนิค SET จะลง

ขายตามแนวต้าน/ขายหุ้นเมื่อหลุดแนวรับ

ขายหุ้นเมื่อ RSI ชี้ว่า Over Bought

ขายหุ้นหลุดแนวเส้นค่าเฉลี่ย

ซื้อหุ้นที่ราคาต่ำกว่าราคาเป้าหมาย

ทยอยขายหุ้นเมื่อ SET Index เพิ่มขึ้น

9. มีการทำการบันทึกรายการซื้อขายหลักทรัพย์อย่างสม่ำเสมอ

10. การติดตามข้อมูลของบริษัทที่ลงทุนและคาดว่าจะลงทุนรวมถึงสภาวะตลาดหุ้นเป็นประจำ

พฤติกรรมที่อาจนำไปสู่ความผิดพลาด (ควรหลีกเลี่ยง)

1. ไม่มีการศึกษาหาความรู้ก่อนการลงทุน

2. ไม่มีการกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงแตกต่างกัน

3. ไม่มีการวางแนวทาง/หลักเกณฑ์ในการลงทุนหลักทรัพย์

4. ไม่มีการกำหนดระดับอัตราผลขาดทุนที่ยอมรับได้จากการลงทุนในแต่ละหลักทรัพย์

5. ไม่สามารถปฏิบัติได้หรือปฏิบัติได้เพียงบางส่วนตามแนวทาง/หลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า

6. มีการนำปัจจัยการวิเคราะห์พื้นฐานและปัจจัยเทคนิคมาประกอบการตัดสินใจในระดับการใช้ข้อมูลน้อยถึงปานกลาง

7. มีการนำปัจจัยข่าวลือที่มีผลต่อการลงทุนมาประกอบการตัดสินใจก่อนซื้อขายหลักทรัพย์ในแต่ละครั้ง

8. ไม่มีการทยอยซื้อหลักทรัพย์ในแต่ละตัว และในช่วงตลาดขาขึ้นมีการซื้อขายหลักทรัพย์บ่อยครั้ง

9. มีรูปแบบการซื้อ–ขายหลักทรัพย์ ดังนี้

ซื้อหุ้นที่มีปริมาณซื้อขายมาก

ซื้อตอนหุ้นวิ่งแต่ราคาหุ้นไม่ปรับตัวขึ้นเลยขาย

ขายเมื่อราคาถึงระดับที่นักลงทุนคาดหวังไว้ แล้วเปลี่ยนไปรอซื้อหุ้นอื่น

10. ไม่มีการทำการบันทึกรายการซื้อขายหลักทรัพย์

11. มีการติดตามข้อมูลของบริษัทที่ลงทุนและคาดว่าจะลงทุนรวมถึงสภาวะตลาดหุ้นอย่างไม่สม่ำเสมอ

ผู้ที่สนใจรายงานฯ ฉบับเต็มสามารถ Download ได้ที่ http://www.set.or.th/setresearch/setresearch.html นอกจากรายงานฉบับนี้แล้ว ยังมีรายงานวิจัยอื่นๆ ที่น่าสนใจครับ

หากสนใจการวางแผนการเงินสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ฝ่ายธนบดีธนกิจ ธนาคารเกียรตินาคิน โทร. 02-680-3333

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ