
ดิจิตอลทีวีแสนล้านคุ้มไหม...กับการลงทุน
แม้หนึ่งในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะออกมายอมรับว่าแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ที่ประกาศใช้ จะเป็นความพ่ายแพ้ยกแรกของกรรมการชุดนี้ เนื่องจากไม่สามารถนำคลื่นความถี่ที่มีอยู่มาจัดสรรใหม่ได้
แม้หนึ่งในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะออกมายอมรับว่าแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ที่ประกาศใช้ จะเป็นความพ่ายแพ้ยกแรกของกรรมการชุดนี้ เนื่องจากไม่สามารถนำคลื่นความถี่ที่มีอยู่มาจัดสรรใหม่ได้
แต่กรรมการส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะในบอร์ดกระจายเสียงฯ ได้เดินหน้าผลักดันแผน Go Digital หรือการให้บริการทีวีระบบดิจิตอลขึ้นมาแทน โดยใช้คลื่นความถี่ในระบบยูเอชเอฟ (UHF) สำหรับออกอากาศรายการโทรทัศน์ที่มีอยู่ 4 คลื่นความถี่ในปัจจุบัน มาแตกเป็นทีวีดิจิตอลได้อีก 4050 ช่อง ซึ่งประมาณการว่าจะใช้งบลงทุน รวมทั้งกล่องรับสัญญาณ (Set Top Box) หลักแสนล้านบาท สำหรับ 20 ล้านครัวเรือนในเมืองไทย
แน่นอนว่าด้วยตัวเลขการลงทุนมหาศาล ขณะที่การให้บริการทีวีดิจิตอลผ่านดาวเทียมที่มีมากกว่า 400 ช่องในขณะนี้ ยังไม่สามารถเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง จึงมีคำถามว่าจำเป็นแค่ไหนที่จะมีทีวีดิจิตอลภาคพื้นดินในเมืองไทย แล้วใครจะเป็นผู้สนับสนุนกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิตอล ซึ่งขณะนี้ทั้ง กสทช. และรัฐบาลก็ยังไม่มีคำตอบในเรื่องดังกล่าว
ปัจจุบันระบบการออกอากาศโทรทัศน์ในประเทศไทยมี 3 รูปแบบ ได้แก่ ระบบฟรีทีวี ช่อง 3, 5, 7, 9, 11 และไทยพีบีเอส ระบบทีวีดาวเทียมที่มีมากมายกว่า 400 ช่อง และเคเบิลทีวี ปัจจุบันมีผู้รับชมประมาณ 3.5 ล้านครัวเรือน โดยฟรีทีวีครองส่วนแบ่งในอุตสาหกรรมโฆษณามากที่สุด ด้วยมูลค่ากว่า 5 หมื่นล้านบาทต่อปี ทีวีดาวเทียมปีนี้คาดว่าจะมีมูลค่า 5,000 ล้านบาท และระบบเคเบิลทีวี (ต่างจังหวัด) ที่มีรายได้จากค่าสมาชิกประมาณ 1,000 ล้านบาทต่อปี และทรูวิชั่นส์ที่ครองตลาดพรีเมียมด้วยยอดขายราว 1 หมื่นล้านบาทต่อปี
ในอนาคตต่อไป ทีวีดิจิตอลภาคพื้นดินที่ กสทช.เร่งผลักดันอยู่ในขณะนี้จะมาทดแทนฟรีทีวีระบบเดิม ด้วยประสิทธิภาพที่ดีกว่า และความสามารถในการเข้าถึงอุปกรณ์ที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งมือถือ แท็บเล็ต ที่จะทำให้เข้าถึงประชาชนได้มากขึ้นในหลากหลายช่องทาง ซึ่งขณะนี้ กสทช.ตัดสินใจเลือกระบบของยุโรป คือ DVBT2 ซึ่งเป็นเจเนอเรชันที่ 2 ของระบบนี้ โดยอ้างความเหมาะสมหลายด้าน ทั้งการใช้ร่วมกันหลายประเทศในอาเซียน รวมทั้งค่ากล่องรับสัญญาณที่ถูกกว่า ราคาอยู่ที่ไม่เกิน 1,000 บาท
แม้ทีวีดิจิตอลจะเป็นหนึ่งทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ชม แต่ด้วยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการประมูลที่ยังไม่ชัดเจนสำหรับผู้ประกอบการรายเดิมและรายใหม่ที่จะเข้ามา ทำให้นักวิชาการอย่าง สุธรรม อยู่ในธรรม คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ยังไม่มั่นใจว่าทีวีดิจิตอลจะแจ้งเกิดในประเทศไทยได้ภายใน 5 ปี ตามเป้าหมายที่ กสทช.กำหนด
ขณะที่ วิทวัส ชัยปาณี นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย ยังไม่สามารถให้ภาพที่ชัดเจนถึงผลกระทบที่มีต่ออุตสาหกรรมโฆษณาของทีวีดิจิตอลได้ เพราะทุกวันนี้ทีวีดาวเทียมที่มีอยู่กว่า 400 ช่อง เม็ดเงินโฆษณายังไม่ได้ไปลงมากนัก เพราะผู้ชมยังชมรายการของฟรีทีวีปกติเป็นหลัก ด้วยคุณภาพของรายการฟรีทีวีที่ลงทุนสูง เพื่อให้สมกับรายได้นาทีละหลักแสนบาท ขณะที่ราคาขายของทีวีดาวเทียมยังอยู่ในหลักพันบาท และทุกวันนี้มีแค่ไม่เกิน 20 ช่อง ที่ได้งบโฆษณาไป
“แต่แนวโน้มของทีวีดาวเทียมน่าจะได้รับความสนใจมากขึ้น ยิ่งผู้ประกอบการคอนเทนต์รายใหญ่ต่างโดดเข้ามา จะช่วยพัฒนารายการให้มีความน่าสนใจมากขึ้น และสามารถปรับค่าโฆษณาให้เพิ่มขึ้นได้ เป็นโอกาสในการแย่งชิงตลาดกับฟรีทีวีเดิมค่อนข้างสูง” วิทวัส กล่าว
ทั้งนี้ กรณีศึกษาของประเทศในแถบยุโรป ทั้งอังกฤษและเยอรมนี การมีทีวีดิจิตอลไม่ส่งผลกระทบต่อทีวีดาวเทียม ขณะเดียวกันทีวีดาวเทียมกลับเติบโตและขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยการนำเสนอบริการที่มีลูกเล่นได้หลากหลายกว่า เช่นเดียวกับระบบเคเบิลทีวี หรือทีวีที่ผ่านทางสาย ที่มีความสามารถนำเสนอบริการแบบทริปเปิลเพลย์ ทั้งบริการช่องรายการโทรทัศน์ บริการอินเทอร์เน็ตและวิดีโอ ออน ดีมานด์ ครบทุกบริการแบบมัลติมีเดีย
ขณะนี้ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ และไทยรัฐ กำลังโดดเข้าไปร่วมวงกับบริษัท เคเบิลไทยโฮลดิ้ง (ซีทีเอช) นำโดย วิชัย ทองแตง เศรษฐีหุ้นของเมืองไทย เพื่อพัฒนาเครือข่ายเคเบิลทีวีในแบบดิจิตอล ซึ่งมีเป้าหมายว่าจะเข้าถึง 10 ล้านครัวเรือนในเมืองไทย เมื่อผู้ประกอบการต่างมีความพร้อมในการลงทุนเดินหน้าสู่เทคโนโลยีดิจิตอล ไม่ว่าจะด้วยแพลตฟอร์มใด ถึงตอนนี้ก็อยู่ที่ กสทช.แล้วว่าจะกำหนดเงื่อนไข หลักเกณฑ์อย่างไร เพื่อจะแจ้งเกิดทีวีดิจิตอลในเมืองไทยให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะอย่างแท้จริง







