
ไทยประกันชีวิตรับหุ้นผันผวน
ควัก2พันล.จ้างบลจ.บริหารเงินรับมือวิกฤตยุโรปตลาดทุนไทย
ควัก2พันล.จ้างบลจ.บริหารเงินรับมือวิกฤตยุโรปตลาดทุนไทย
ไทยประกันชีวิต รับมือตลาดหุ้นผันผวน ควัก 2,000 ล้านบาท จ้างมืออาชีพบริหารเงินลงทุนแทน
นางวรางค์ ไชยวรรณ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยประกันชีวิต เปิดเผยว่า บริษัทได้เตรียมเงินลงทุนไว้ประมาณ 2,000 ล้านบาท ให้กองทุนส่วนบุคคล หรือกองทุนไพรเวตฟันด์ เข้ามาช่วยบริหารการลงทุนของบริษัท เพื่อรองรับกับภาวะตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นต่างประเทศที่ยังมีความผันผวนต่อเนื่อง และส่งผลให้ราคาหุ้นคุณภาพที่ดีหลายตัวปรับตัวลงมาอย่างมาก และยังมีแนวโน้มที่จะมีความผันผวนต่อไปอีก เนื่องจากสถานการณ์ในประเทศแถบยุโรปยังไม่คลี่คลายไปในทางที่ดี
ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ที่เข้ามาบริหาร 3 แห่ง ประกอบด้วย บลจ.กรุงศรี บลจ.บัวหลวง และ บลจ.ทิสโก้
“บลจ.ที่เราว่าจ้างให้บริหารเงินลงทุนครั้งนี้ ต่างเห็นว่าความผันผวนในขณะนี้ ถือเป็นจังหวะดีที่จะเข้าไปลงทุนในหุ้นคุณภาพดีเพิ่มได้ และสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้ผลตอบแทนจากการลงทุนเพิ่มขึ้น” นางวรางค์ กล่าว
นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นอีก 23%
จากเดิมอยู่ที่ 3.7% เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะปัจจุบัน โดยการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนดังกล่าว บริษัทจะเลือกจังหวะดีและเหมาะสมที่สุดใวนการเข้าลงทุนเพิ่ม ดยเฉพาะช่วงนี้ตลาดหุ้นไทยมีความผันผวนมาก ราคาหลักทรัพย์ที่มีคุณภาพดีหลายตัวต่างก็ปรับราคาลงมาค่อนข้างมากตามภาวะที่เกิดขึ้น
“ทั้งนี้ รับว่า ในบช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา บริษัทไม่ได้มีการปรับพอร์ตการลงทุนแต่อย่างไร แต่ช่วงนี้หุ้นไทยผันผวนค่อนข้างมาก และเป็นจังหวะดีที่เข้าลงทุนเพิ่ม โดยเฉดพาะพอร์ตลงทุนในหุ้น ซึ่งถือว่าสัดส่วนการลงทุนนี้ยังมีเพดานให้ลงทุนเพิ่มได้อีกมาก ประกอบกับ ความผันผวนของหุ้นไทยจึงเป็นจังหวะดีที่จะเข้าไปลงทุนเพิ่ม ล่าสุด บริษัทได้เพิ่มเม็ดเงินลงทุนในส่วนของกองทุนไพรเวทฟันด์ เพื่อเป็นการสร้างผลตอบแทนเพิ่ม เพราะเชื่อว่าการลงทุนในหุ้นยังเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด” นางวรางค์ กล่าว
สำหรับการปรับสัดส่วนการลงทุนครั้งนี้ คาดว่า จะช่วยให้ผลตอบแทนจากการลงทุนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 5.5% จากเป้าหมายเดิมอยู่ที่ 5% ซึ่งการลงทุนในหุ้นยังเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด
อย่างไรก็ตาม ยอดการลงทุนเมื่อไตรมาสแรกที่ผ่านมา เงินลงทุนรวม 1.58 แสนล้านบาท ผลตอบแทนอยู่ที่ประมาณ 5% แบ่งสัดส่วนการลงทุนออกเป็น ลงทุนในพันธบัตร 50.75% หรือ 8 หมื่นล้านบาท ตั๋วเงิน 18.82% หรือ 2.9 หมื่นล้านบาท หุ้นกู้ 16.69% หรือ 2.6 หมื่นล้านบาท เงินฝาก 6.94% หรือ 1 หมื่นล้านบาท พันธบัตรต่างประเทศ 2.19% หรือ 3,400 ล้านบาท หุ้นสามัญ 3.70% หรือ 5,800 ล้านบาท และหน่วยลงทุน 0.90% หรือ 1,400 ล้านบาท
ด้านของการลงทุนในต่างประเทศนั้น ยังคงเน้นลงทุนในพันธบัตรเป็นหลัก โดยประเทศที่จะเข้าไปลงทุนจะอยู่ในแถบเอเชียเป็นหลัก เนื่องจากตลาดทุนในเอเชียสามารถเติบโตได้ดี ที่สำคัญมีความเสี่ยงค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับตลาดทุนอื่น ขณะที่พันบัตรในประเทศ ยังคงให้น้ำหนักกับพันธบัตรรัฐบาลอายุยาวประมาณ 40–50 ปี เป็นหลัก เพื่อให้สอดคล้องกับสินค้าและตามเกณฑ์ป้องกันความเสี่ยงของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กำหนด







