
จับตาเงินบาทอ่อนต่อเนื่อง
สัปดาห์นี้ทิศทางค่าเงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 31.5031.80 บาท/เหรียญสหรัฐ โดยยังคงต้องจับตาประเด็นเกี่ยวกับวิกฤตหนี้ยุโรป โดยเฉพาะความเสี่ยงในกรีซ หลังจากเงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่องตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยทดสอบระดับ 31.70 บาท/เหรียญสหรัฐ ในช่วงท้ายสัปดาห์ การอ่อนค่าของเงินบาทเป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกับสกุลเงินอื่นๆ ในเอเชีย และการปรับตัวลงของตลาดหุ้นไทยโดยมีนักลงทุนต่างชาติเป็นผู้ขายสุทธิ
สัปดาห์นี้ทิศทางค่าเงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 31.5031.80 บาท/เหรียญสหรัฐ โดยยังคงต้องจับตาประเด็นเกี่ยวกับวิกฤตหนี้ยุโรป โดยเฉพาะความเสี่ยงในกรีซ หลังจากเงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่องตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยทดสอบระดับ 31.70 บาท/เหรียญสหรัฐ ในช่วงท้ายสัปดาห์ การอ่อนค่าของเงินบาทเป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกับสกุลเงินอื่นๆ ในเอเชีย และการปรับตัวลงของตลาดหุ้นไทยโดยมีนักลงทุนต่างชาติเป็นผู้ขายสุทธิ
ทั้งนี้ กระแสหลีกเลี่ยงการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ยังคงได้รับแรงผลักดันจากความกังวลต่อวิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรป ซึ่งมีจุดสนใจอยู่ที่สัญญาณถดถอยในภาคการผลิต และความเสี่ยงที่กรีซอาจจะต้องออกจากยูโรโซน ทำให้ปลายสัปดาห์เงินบาทปิดตลาด 31.67 บาท/เหรียญสหรัฐ เทียบกับระดับ 31.33 บาท/เหรียญสหรัฐ ในวันศุกร์ก่อนหน้า
ด้านตลาดเงิน ธนาคารพาณิชย์จะมีการปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์ในวันอังคาร และเข้าสู่ปักษ์ใหม่ในวันพุธ รวมทั้งจะมีการตัดจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำงวดสิ้นปี 2554 ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นน่าจะยังทรงตัวใกล้ระดับ 3% อย่างต่อเนื่อง โดยสัปดาห์ที่ผ่านมาอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นค่อนข้างทรงตัว โดยธนาคารพาณิชย์มีการเตรียมสภาพคล่องเพื่อรองรับการเบิกถอนเงินสดของลูกค้าในช่วงสิ้นเดือน
ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) มีระดับหนาแน่นที่ 2.9-2.96% เทียบกับ 2.9% ในสัปดาห์ก่อน ส่วนอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้ของธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (Bilateral Repo) ระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน ทรงตัวที่ 3% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน
ด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยสัปดาห์ก่อน ประเภทอายุ 5 ปี ปิดที่ระดับ 3.58% ในวันศุกร์ ปรับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ 3.51% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับเพิ่มขึ้น โดยมีแรงขายพันธบัตรจากนักลงทุนต่างชาติ หลังเงินบาทอ่อนค่าลง ท่ามกลางความกังวลต่อหนี้ยุโรป อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ ประเภทอายุ 10 ปี ปิดที่ระดับ 1.78% ในวันพฤหัสบดี ปรับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ 1.72% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐขยับขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์จากแรงขายทำกำไร ก่อนที่จะปรับลดลงในวันพุธจากความกังวลว่ากรีซอาจจะต้องออกจากยูโรโซน และผลสำรวจเศรษฐกิจในยูโรโซนและจีนที่หดตัวลง แต่อัตราผลตอบแทนปรับขึ้นในวันพฤหัสบดี จากคำกล่าวของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม
ขณะที่เงินยูโรและเงินเยนเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐนั้น เงินยูโรแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบเกือบ 2 ปี ท่ามกลางความเสี่ยงจากวิกฤตหนี้ยุโรปที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้เงินยูโรดีดตัวขึ้นช่วงสั้นๆ ต้นสัปดาห์ โดยได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังต่อการประชุมสุดยอดผู้นำยุโรปที่อาจจะมีการหารือเกี่ยวกับมาตรการแก้ไขวิกฤตหนี้
อย่างไรก็ดี เงินยูโรกลับร่วงลงอย่างหนักในช่วงต่อมา ท่ามกลางความกังวลต่อความเสี่ยงที่กรีซอาจจะต้องออกจากยูโรโซน หลังจากที่ไม่มีการประกาศมาตรการใดๆ เพิ่มเติมจากที่ประชุมสุดยอดผู้นำยุโรป ขณะที่เริ่มมีข่าวลือว่า ภาครัฐและเอกชนในยุโรปหลายๆ ประเทศกำลังเตรียมแผนรับมือหากเกิดกรณีที่กรีซจะต้องถอนตัวจากยูโรโซน
นอกจากนี้ เงินยูโรยังมีปัจจัยลบเพิ่มเติมจากสัญญาณถดถอยในภาคการผลิตของยูโรโซนที่รุนแรงขึ้น
ด้านเงินเยนอ่อนค่าลงเล็กน้อย โดยเงินเยนเผชิญแรงขายในช่วงต้นสัปดาห์ หลังจากที่ฟิทช์ เรทติ้งส์ ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของญี่ปุ่นลงสู่ระดับ “A+” ก่อนจะลดช่วงติดลบลงบางส่วนในช่วงต่อมา โดยมีปัจจัยหนุนจากผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่นที่คงนโยบายการเงินไว้ตามเดิม และวิกฤตหนี้ยุโรปที่หนุนสถานะปลอดภัยของเงินเยน ทำให้เงินเยนปิดระดับสัปดาห์ก่อนที่ 79.50 เยน/เหรียญสหรัฐ เทียบกับ 79.01 เยน/เหรียญสหรัฐ ในวันศุกร์
ด้านตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย คาดว่าดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,100 และ 1,063 จุด ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,155 และ 1,165 จุด แรงซื้อคืนทางเทคนิคอาจมีส่วนหนุนการฟื้นตัวของดัชนี โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มที่เน้นการบริโภคภายในประเทศ แต่ตลาดอาจยังถูกกดดันจากปัจจัยลบในต่างประเทศ โดยต้องติดตามประเด็นเกี่ยวกับหนี้กรีซ สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีภาคการผลิต การจ้างงานนอกภาคการเกษตร ความเชื่อมั่นผู้บริโภค และจีดีพีไตรมาส 1/2555
ขณะที่สัปดาห์ก่อน ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวลง ท่ามกลางแรงขายของนักลงทุนต่างชาติจากความกังวลต่อหนี้ยุโรป โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,132.83 จุด ลดลง 1.87% จากสัปดาห์ก่อน ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลง 9.15% จากสัปดาห์ก่อนมาอยู่ที่ 27,403.10 ล้านบาท โดยนักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ ขณะที่นักลงทุนต่างชาติและบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai ปิดที่ 284.71 จุด ลดลง 2.44% จากสัปดาห์ก่อน







