
กองทุนฝรั่งทุบบ้านปู
หวั่นยุโรปฉุดยอดขายถ่านหินโบรกฯชี้หุ้นถูกเกินไปแนะซื้อ
หวั่นยุโรปฉุดยอดขายถ่านหินโบรกฯชี้หุ้นถูกเกินไปแนะซื้อ
BANPU เผยกองทุนต่างประเทศแห่ขายหุ้น เหลือไม่ถึง 50% รายย่อยเข้าไปถือแทน
นางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน บริษัท บ้านปู (BANPU) เปิดเผยว่า ราคาหุ้นของบริษัทที่ลดลงเป็นผลจากแรงขายของกองทุนต่างประเทศจนทำให้สัดส่วนการถือครองหุ้นของต่างชาติใน BANPU ที่เคยถือเกินกว่า 50% ได้หลุดต่ำกว่าระดับ 50% และหุ้นที่ถูกขายออกมาได้กระจายไปสู่มือผู้ลงทุนรายบุคคลในประเทศ
สำหรับสาเหตุที่กองทุนต่างชาติขายหุ้น BANPU เนื่องจากรับผลกระทบทางด้านจิตวิทยากรณีมีข่าวเรื่องผู้ซื้อถ่านหินในประเทศจีนผิดนัดชำระค่าถ่านหิน ข่าวนี้ได้สร้างความกังวลให้กับผู้ลงทุนเพราะเกรงว่าจะเกิดขึ้นกับผู้ประกอบธุรกิจถ่านหินทั้งหมด และจะเป็นผลพวงต่อเนื่องในระยะยาวจนทำให้ราคาหุ้นของบริษัทถ่านหินทั่วไป รวมถึงบ้านปูปรับตัวลดลง
นอกจากนี้ นักลงทุนเห็นว่าแนวโน้มถ่านหินที่ปรับตัวลดลง และผลวิกฤตการเงินในกลุ่มประเทศยุโรป ทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจไม่ดี กระทบต่อปริมาณการใช้สินค้ากลุ่มโภคภัณฑ์ลดลง ขณะที่ประเมินปริมาณถ่านหินออกมาก จึงเปลี่ยนไปลงทุนในกลุ่มพาณิชย์ สื่อสาร แทน
นางสมฤดี กล่าวว่า กรณีการผิดนัดชำระดังกล่าวเกิดขึ้นในตลาดถ่านหินคุณภาพต่ำ ซึ่งเป็นคนละตลาดกับบ้านปู และยืนยันว่าในส่วนของลูกค้าของบ้านปูไม่มีการผิดนัดชำระเงินแต่อย่างใด
“สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยภายนอก ขอเพียงบ้านปูมีปัจจัยพื้นฐานที่มีความแข็งแรง บริหารต้นทุนให้อยู่ในระดับต่ำ รักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ที่ระดับ 48% และรักษากระแสเงินสด เพื่อให้ความมั่นใจกับผู้ถือหุ้นว่าบริษัทสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้นได้ รวมถึงสามารถจ่ายเงินปันผลได้อย่างสม่ำเสมอทุกปี” นางสมฤดี กล่าว
อย่างไรก็ตาม บริษัทคงจะต้องพิจารณาการขายถ่านหินล่วงหน้าสำหรับปี 2556 ว่าจังหวะใดจะเหมาะสม ซึ่งโดยปกติจะมีการขายล่วงหน้าประมาณ 50% สำหรับปีนี้ทำสัญญาขายล่วงหน้าไปแล้วกว่า 70% และมั่นใจว่าราคาขายเฉลี่ยจะเป็นไปตามคาดการณ์ โดยสูงกว่าปีก่อนที่อยู่ในระดับ 97 เหรียญสหรัฐ/ตัน
บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) ให้ราคาเป้าหมาย BANPU ใหม่ที่ 600 บาท และปรับคำแนะนำจาก “ถือ” เป็น “ซื้อ” เพราะมองว่าราคาหุ้นลดลงมากกว่าดัชนีหุ้นไทยถึง 33% ซึ่งถือว่าตอบรับข่าวมากเกินไป จึงเป็นโอกาสดีสำหรับเข้าลงทุนระยะยาว โดยปัจจุบันหุ้นมีอัตราราคาต่อกำไรต่อหุ้น (พีอี) เพียง 9.5 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี ที่ 14.4 เท่า ขณะที่ผลประกอบการจะเริ่มดีขึ้นตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 ปีนี้







