
ลุ้นครึ่งปีหลังโน้ตบุ๊กฟื้นกลับ
ได้อัลตราบุ๊กช่วยกระตุ้นตลาด โตชิบาระบุ4เดือนแรกโต30%
ได้อัลตราบุ๊กช่วยกระตุ้นตลาด โตชิบาระบุ4เดือนแรกโต30%
โตชิบา เชื่อ มิ.ย. กำลังซื้อปกติรับอัลตราบุ๊ก เผย 4 เดือนโต 30% เปิดสินค้าใหม่ลุยโมเดิร์นเทรด เพิ่มแชร์ต่างจังหวัด
นายถกล นิยมไทย ผู้จัดการประจำประเทศไทย ฝ่ายธุรกิจเทคโนโลยี บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ เปิดเผยว่า ตลาดรวมไอทีและโน้ตบุ๊กเริ่มกลับมาฟื้นตัว กำลังซื้อของผู้บริโภคมีมากขึ้น คาดเดือน มิ.ย.นี้จะเป็นปกติ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่อัลตราบุ๊กจะเข้ามาในตลาดไทยอย่างแบบเต็มที่ เชื่อว่าตลาดจะยิ่งคึกคักขึ้น ซึ่งโตชิบาก็เตรียมสินค้าไว้พร้อมสำหรับทำตลาดในครึ่งปีหลังแล้วเช่นกัน
ขณะที่ช่วง 4 เดือนแรกโตชิบามีการเติบโตกว่า 30% ทำให้ปัจจุบันโตชิบามีส่วนแบ่งตลาดเชิงมูลค่า 14.4% เป็นอันดับ 3 รองจากเอเซอร์ และเอซุส โดยปีนี้ตั้งเป้าส่วนแบ่งที่ 15% โดยจะมีรายได้รวมจากธุรกิจไอทีประมาณ 4,500 ล้านบาท ขณะที่ในเชิงจำนวนเครื่องมีส่วนแบ่งตลาด 11.8%
ทั้งนี้ กลยุทธ์ของโตชิบาจะมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ทั้งสีสันและการออกแบบ ครอบคลุมทุกระดับราคา สามารถรับมือการแข่งขันราคาได้ อีกทั้งจะเน้นเพิ่มช่องทางจำหน่ายโมเดิร์นเทรดให้มากขึ้น จากเดิมที่โตชิบามีสัดส่วนในช่องทางนี้ประมาณ 2% เท่านั้น ต่อไปจะมีสินค้าในช่องทางนี้เพิ่มขึ้น
“โตชิบามีสินค้าในตลาดช่วงราคาต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาทไม่กี่รุ่น ซึ่งช่วงราคานี้คือสัดส่วนหลักของตลาดกว่า 40% โดยจะเพิ่มจาก 1 โมเดล เป็น 4-5 โมเดล เพื่อช่วยให้สามารถแข่งขันได้มากขึ้น และเป็นการขยายไปยังตลาดต่างจังหวัดด้วย” นายถกล กล่าว
ด้านสัดส่วนตลาดโน้ตบุ๊กระหว่างกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดในปัจจุบันอยู่ที่ 60% ต่อ 40% แต่เชื่อว่าภายในช่วงสิ้นปีนี้จะขยับเป็น 55% ต่อ 45% ขณะที่โตชิบามีสัดส่วนตลาดต่างจังหวัดปัจจุบันราว 35% ของยอดขายบริษัท ซึ่งเชื่อว่าจะขยับเพิ่มเท่ากับตลาดในช่วงปลายปีนี้เช่นเดียวกัน จากการขยายร้านโตชิบาในต่างจังหวัดเพิ่ม 6 แห่ง รวมกับจุดขายอีก 100 แห่งทั่วประเทศ
สำหรับแนวทางทำตลาดของโตชิบาจะจัดโปรโมชันกระตุ้นตลาดทุกเดือน โดยจะเน้นให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกคุ้มค่า อาทิ การแถมจอแอลอีดีทีวีในเครื่องระดับบน หรือแถมหน่วยความจำหรือแรม 8 กิกะไบต์ ในเครื่องระดับล่าง นอกจากนี้ยังได้เตรียมเปิดตัวสินค้าใหม่ออกสู่ตลาดอีก 6 ซีรีส์ ส่วนตลาดโน้ตบุ๊กบางๆ หรืออัลตราบุ๊กจะใช้เวลาระยะหนึ่ง เนื่องจากสินค้าระดับราคาขายประมาณ 3 หมื่นบาท แต่เมื่อราคาลดลงมาเหลือเครื่องละ 2-2.3 หมื่นบาท ตลาดจะเติบโตอย่างรวดเร็วแน่นอนเช่นเดียวกับแท็บเล็ตนั้นในฝั่งของผู้ผลิตสินค้าไอที







