
รับสร้างบ้าน รับมือเปิดเออีซี มาตรฐาน-คุณภาพต้องเปลี่ยน
ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในอีก 2 ปีกว่าที่จะถึงนี้
ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในอีก 2 ปีกว่าที่จะถึงนี้
จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมากมายทั้งในเชิงสังคมและเศรษฐกิจ และเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ต้องยอมรับ
สำหรับประเทศไทยซึ่งหลายฝ่ายวิตกกังวลว่า อาการยังนิ่งเฉยกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้อาจจะทำให้เราตกอยู่ในฐานะเป็นรองมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าจะมีปัจจัยหลายๆ อย่างที่เป็นต่ออยู่ก็ตาม
เช่นเดียวกับภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ที่วันนี้แม้ว่าจะมีการพูดถึงเออีซีก็จริง แต่ถ้าถามว่าวันนี้ได้ปรับตัวรับมือกับการเปิดเออีซีกันแล้วมากน้อยแค่ไหน คำตอบที่ได้อาจจะแตกต่างกันออกไป ขณะที่ภาครัฐที่เกี่ยวข้องอย่างกระทรวงพาณิชย์ยังมองว่าไทยมีข้อได้เปรียบมากกว่าเสียเปรียบ และไม่จำเป็นต้องวิตกกังวลกับการเปลี่ยนแปลง และการปรับตัวมากนัก
ยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในงานสัมมนาเรื่อง “2012 ธุรกิจรับสร้างบ้าน ยกระดับมาตรฐานเพื่อการแข่งขันในเวที AEC” จัดโดยสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน ว่า อยากให้ภาคธุรกิจเชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีโอกาสมากในเวทีโลก โดยเฉพาะการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เป็นการก้าวไปสู่สังคมที่ใหญ่ขึ้น และเกื้อหนุนต่อการดำเนินธุรกิจ ซึ่งไทยมีโอกาสที่ดีกว่าคนอื่น โดยเฉพาะในแง่ยุทธศาสตร์และฐานะทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง แม้ว่าจะไม่ได้ดีที่สุด แต่เป็นเศรษฐกิจที่มีความเหมาะสมต่อการเติบโตกับการเปิดเออีซี”
ทั้งนี้ถ้าเทียบการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่คาดว่าจะขยายตัวในปีนี้ 4.56.5% ถือว่าเป็นการขยายตัวที่เหมาะสม ขณะที่เงินเฟ้ออยู่ที่ 3.33.8% ทางวิชาการถือว่า เป็นอัตราที่มีเสถียรภาพมาก ซึ่งหมายถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในอาเซียนเป็นอันดับ 2 รองจากมาเลเซีย ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจอาเซียนจะเติบโตมากที่สุดในโลกหรืออยู่ที่ 67%
หากมองย้อนไปในไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้วมีปัญหาน้ำท่วมใหญ่ แต่เศรษฐกิจไทยก็ไม่ได้ติดลบ แสดงให้เห็นว่าไทยมีโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดี
สิ่งที่น่าจับตาคือ ประเทศในอาเซียนที่อาจจะมีรายได้ต่อหัวไม่ดีเท่าไทย เช่น กัมพูชา ลาว เวียดนาม พม่า ที่คนชั้นกลางกำลังเติบโตขึ้นสูงมาก ซึ่งจะทำให้มีความต้องการซื้อสูง โดยเฉพาะปัจจัยสี่ที่ต้องการให้ดีขึ้นกว่าเดิม มีความต้องการบ้านที่มีคุณภาพดีขึ้น ขณะที่การเข้าสู่ตลาดเออีซีจะทำให้หาแรงงานได้หลากหลายมากขึ้นจากคนในอาเซียน ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจรับสร้างบ้านสามารถลดต้นทุนและแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานได้
ตลาดที่เป็นเป้าหมายสำคัญในอุตสาหกรรมก่อสร้างคือ ตลาดอาเซียน รองลงมาคือ ตะวันออกกลาง การสร้างเครือข่ายหรือหาคู่ค้าในภูมิภาค ทางกระทรวงพาณิชย์พร้อมให้คำปรึกษาและสนับสนุนให้เกิดการขยายตลาดในอนาคต ซึ่งธุรกิจก่อสร้างของไทยก็เป็นที่ยอมรับในภูมิภาคพอสมควร
อย่างไรก็ตาม การที่ภาครัฐมองแต่ข้อได้เปรียบเพื่อสร้างความมั่นใจ ความเชื่อมั่น ให้กับผู้ประกอบธุรกิจ ก็ย่อมอาจจะก่อให้เกิดความประมาท มองข้ามปัญหาอุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะเรื่องคุณภาพ มาตรฐาน การเข้าถึงเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน ก็อาจจะทำให้เราเสียเปรียบในการแข่งขันได้
ทวีจิตร จันทรสาขา อดีตนายกสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ในอีก 2 ปีกว่าที่จะเปิดเออีซี จะมีการเปลี่ยนแปลงที่ภาคการออกแบบ การก่อสร้างต้องรับมือ เช่น การเขียนแบบที่บ้านเรายังใช้ระบบ 2 มิติ แต่หลายประเทศในอาเซียนใช้โปรแกรมการออกแบบระบบ 3 มิติ ที่มีประสิทธิภาพในการออกแบบสูงกว่า หรือมาตรฐานการก่อสร้าง เช่น ค่าความลื่นจากกระเบื้องที่หลายประเทศในอาเซียนมีใช้ แต่ไทยไม่มี ทำให้ต่อไปจะเกิดการร้องเรียนจากเรื่องมาตรฐานที่เป็นสากลมากขึ้น มีการการันตีในเรื่องคุณภาพเกิดขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีหลายเรื่องที่มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงและก่อให้เกิดความต้องการใหม่ๆ ในตลาดที่ภาคอสังหาริมทรัพย์จะต้องคอยปรับตัว อย่างเช่น เรื่องของความหนาแน่น จะกลายเป็นสิ่งที่คนให้ความสำคัญมากขึ้น เพราะมีเนื้อที่ที่จำกัดลง หรือการก้าวเข้าสู่สังคมของผู้สูงอายุในอนาคต จะทำให้การออกแบบเปลี่ยนแปลงไป รวมถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมที่จะทำให้ผู้ประกอบการต้องขายสิ่งแวดล้อมของบ้านพ่วงไปด้วย
นี่คือบางส่วนที่ผู้ประกอบธุรกิจก่อสร้างจะต้องปรับตัวรับมือก่อนที่จะเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน มิเช่นนั้นแล้วจากผู้ได้เปรียบในด้านยุทธศาสตร์ อาจกลายเป็นผู้เสียเปรียบในด้านการแข่งขันก็เป็นได้







