posttoday
สมบัติที่มีค่าของพ่อแม่ คือ การศึกษาที่ดีของลูก

สมบัติที่มีค่าของพ่อแม่ คือ การศึกษาที่ดีของลูก

11 มีนาคม 2553

...เมืองไทยประกันชีวิต

ครั้งที่แล้ว เราได้คุยกันถึงเรื่องเครื่องมือของการออมเพื่อการศึกษากันแล้ว ซึ่งเราได้ยกตัวอย่าง เช่น

l กองทุนรวมซึ่งหาข้อมูลได้ที่ http://www.thaimutualfund.com/AIMC/ index.jsp

l ประกันชีวิตแบบเพื่อการศึกษาบุตร เช่น เมืองไทยเพื่อการศึกษามหาวิทยาลัย 21/18

นอกเหนือจากการกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา ที่เราสามารถหาข้อมูลได้จากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่ www.studentloan.or.th/ หรือจากทุนการศึกษา ที่เราสามารถหาข้อมูลทุนการศึกษาได้ที่ http://www.vcharkarn.com/ scholarship/

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทางเลือกที่เราน่าจะเลือกมากที่สุด ก็คือการออมเงินเพื่อการศึกษาของลูก เพราะเป็นหนทางที่ทำให้เราเป็นอิสระทางการเงินอย่างแท้จริง เพราะหากมองด้านการกู้ยืมเงิน ก็ไม่แน่ว่าเราจะกู้ได้หรือไม่ หรือถึงแม้กู้ได้ แต่รายได้เรามากและมั่นคงเพียงพอสำหรับการชำระหนี้หรือไม่ ส่วนเรื่องของทุนการศึกษา แม้เป็นสิ่งที่ดี แต่ความไม่แน่นอนมีอยู่สูงมาก ไม่ว่าจะเป็นว่าช่วงนั้นมีทุนหรือไม่ หรือลูกของเราเองสามารถสอบได้ทุนนั้นหรือไม่ ดังนั้น เมื่อการออมเงินคือทางเลือกของเรา คำถามก็คือ การออมเงินเราควรต้องตั้งเป้าหมายออมให้ได้เท่าไร และออมอย่างไรจึงจะเพียงพอ

การออมเงินเพื่อการศึกษาเป็นการออมเงินที่มีลักษณะเฉพาะของมัน คือ

l เป็นการออมเงินที่ต้องการทั้งการเติบโตของเงินสูง เนื่องจากค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะโรงเรียนเอกชนบางแห่งค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาเพิ่มขึ้นถึงมากกว่าปีละ 10%

l เป็นการออมเงินที่ต้องการกระแสเงินสดสม่ำเสมอ เพราะเราต้องจ่ายเงินค่าเทอมของลูกเป็นประจำตามกฎเกณฑ์ของแต่ละโรงเรียน อาจเป็นปีละ 2 ครั้ง หรือ 3 ครั้ง แล้วแต่เทอมการศึกษา

ดังนั้น การออมเงินเพื่อการศึกษาจึงควรจะเป็นการออมเงินแบบผสม คือจัดสัดส่วนของเงินออมในการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนทั้งสองรูปแบบ คือ

l หากมุ่งเป้าหมายที่การเติบโตของเงินเพื่อให้ทันกับการเพิ่มของค่าเล่าเรียนก็ควรลงทุนในหุ้น

l หากมุ่งเป้าหมายที่กระแสเงินสดที่สม่ำเสมอสำหรับการใช้จ่ายค่าเล่าเรียนในแต่ละปีก็ควรลงทุนในตราสารหนี้ เช่น พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ หรือหากจะลงทุนในหุ้น ก็ควรเป็นหุ้นปันผล

สำหรับสัดส่วนการออมควรจะเป็นอย่างไรนั้น เราต้องแบ่งเป้าหมายหรือความต้องการใช้เงินของการศึกษาลูกออกเป็นช่วงๆ เช่น หากปัจจุบันลูกเราอายุ 6 ปี กำลังเรียนอยู่ชั้น ป.1 เราก็ควรจะแบ่งการออมเงินเพื่อการศึกษาลูกออกเป็น 3 ก้อน คือ

ก้อนแรกสำหรับออมเงิน เพื่อสำหรับใช้ในการเล่าเรียนระดับประถมศึกษา เนื่องจากระยะเวลาในการออมสั้น เงินก้อนนี้จึงควรเน้นที่เป้าหมายกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอสำหรับการใช้จ่ายค่าเล่าเรียนในแต่ละปี สัดส่วนของการลงทุนในตราสารหนี้ก็ควรสูงประมาณ 8090%

ก้อนที่สองสำหรับออมเงิน เพื่อสำหรับใช้ในการเล่าเรียนระดับมัธยมศึกษา เนื่องจากระยะเวลาในการออมปานกลาง เงินก้อนนี้จึงควรเน้นที่เป้าหมายกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอสำหรับการใช้จ่ายค่าเล่าเรียนในแต่ละปี ขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงค่าเล่าเรียนที่ปรับสูงขึ้นด้วย สัดส่วนของการลงทุนระหว่างหุ้นกับตราสารหนี้ ก็ควรประมาณ 50 : 50%

ก้อนที่สามสำหรับออมเงิน เพื่อสำหรับใช้ในการเล่าเรียนระดับมหาวิทยาลัย เนื่องจากระยะเวลาในการออม เงินก้อนนี้จึงควรเน้นที่เป้าหมายการเติบโตของเงินเพื่อให้ทันกับการเพิ่มของค่าเล่าเรียนก็ควรลงทุนในหุ้น สัดส่วนของการลงทุนในหุ้นก็ควรสูงประมาณ 8090%

สำหรับจำนวนเงินที่ควรจะมีสำหรับการศึกษาลูกควรจะเป็นเท่าไหร่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราวางแผนการศึกษาของลูกอย่างไร หากเป็นโรงเรียนเอกชน ก็ควรต้องเตรียมเงินไว้ไม่ต่ำกว่าปีละ 1 แสนบาท เราอาจสอบถามค่าใช้จ่ายจากโรงเรียนที่เราสนใจโดยตรงและสอบถามถึงประวัติการขึ้นค่าเล่าเรียนเพื่อเราจะได้นำมาประเมินเงินออมที่ต้องมี

จะเห็นได้ว่าการออมเงินเพื่อการศึกษาเป็นการออมเงินที่ค่อนข้างซับซ้อน แต่หากเราไม่ต้องการจะแบ่งเงินออกเป็น 3 ก้อน หรือรู้สึกยุ่งยากเกินไป ก็ลองพิจารณาการซื้อประกันเพื่อการศึกษาดู ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจอีกทางหนึ่ง หากต้องการสอบถามรายละเอียด ก็ลองโทร. 1766 ติดต่อตัวแทนของเมืองไทยประกันชีวิตได้ครับ

ข่าวล่าสุด

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า