
วิกฤตการเงินจากดูไบสู่กรีซและ....
....อติกานต์ พานิชเกษม
วิกฤตทางการเงินของ Dubai World ได้รับการแก้ไขปัญหาโดยการปรับโครงสร้างหนี้ ส่วนใหญ่เป็นการเลื่อนการชำระหนี้ออกไป ซึ่งยังไม่เห็นผลชัดเจน เศรษฐกิจโลกของเราก็ถูกสั่นคลอนเพิ่มขึ้น จากปัญหางบประมาณขาดดุลและหนี้สาธารณะของประเทศในกลุ่ม Eurozone โดยเฉพาะกรีซ ตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลกต่างพากันวิตกกังวล รอความชัดเจนในการมองเห็นถึงปัญหาและผลกระทบที่จะเกิดขึ้น
ความวิตกเกี่ยวกับปัญหาด้านการคลังของประเทศสมาชิกบางประเทศใน Eurozone ได้เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ช่วงเดือน ธ.ค. 2552 ที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศชั้นนำหลายแห่งประกาศปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของกรีซลง เนื่องจากฐานะการคลังที่ย่ำแย่และการทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วของระดับหนี้สาธารณะ ทั้งนี้ความวิตกต่อปัญหาการขาดดุลงบประมาณในระดับสูงของกรีซ ได้ลุกลามไปยังประเทศสมาชิกอื่นๆ ใน Eurozone โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โปรตุเกส สเปน ไอร์แลนด์ และอิตาลี จนทำให้มีการนำตัวอักษรที่นำหน้าชื่อแต่ละประเทศมาเรียงต่อกัน และเรียกประเทศสมาชิก Eurozone ที่มีปัญหาการคลังกลุ่มนี้ว่า
“PIIGS” (Portugal/ Ireland/Italy/Greece/Spain)กรีซเป็น 1 ใน 16 ประเทศ ที่มีสัดส่วนประมาณ 2.6% ของ Eurozone แต่หากปัญหาไม่จบแค่กรีซ ผลกระทบอาจรุนแรงขึ้นต่อเนื่องถึงโปรตุเกสและสเปน ซึ่งมีภาระหนี้สาธารณะในระดับสูงและกำลังเป็นจุดสนใจของตลาดการเงินเช่นเดียวกัน เศรษฐกิจของทั้ง 3 ประเทศมีสัดส่วนรวมกันประมาณ 16.2% ของ Eurozone และท้ายที่สุด หากปัญหาลุกลามต่อเนื่องไปยังไอร์แลนด์และอิตาลี สินทรัพย์และค่าเงินยูโรอาจจะผันผวนมากเป็นทวีคูณ เนื่องจากสัดส่วนขนาดเศรษฐกิจของ PIIGS ทั้ง 5 ประเทศมีมูลค่าสูงถึง 35.2% ของเศรษฐกิจ Eurozone
หนี้สาธารณะและดุลการคลังของประเทศสมาชิก Eurozone หลายประเทศพุ่งขึ้นเกินเพดานที่กำหนดภายใต้ The Stability and Growth Pact ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำทั่วโลกในช่วงเวลากว่า 2 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลประเทศในแถบ Eurozone ต่างก็ได้ผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่หลากหลายออกมาพยุงการทรุดตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเหล่านั้นก็ส่งผลในทางที่ดีบ้างในขณะนี้ ดังจะเห็นได้จากเศรษฐกิจที่ทยอยฟื้นตัวขึ้นหลังจากที่หดตัวติดต่อกันในช่วงหลายไตรมาสก่อนหน้า แต่กระนั้นก็ดี ผลพวงที่เกิดขึ้นตามมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าวซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ก็คือ ฐานะการคลังที่อ่อนแอลง โดยประเทศสมาชิก Eurozone หลายประเทศต้องเผชิญกับยอดขาดดุลการคลังในระดับสูง (เกินกว่า 3% ของ GDP) และหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงขึ้น (เกินเพดานที่ 60% ของ GDP)
ทั้งนี้ ฐานะการคลังของรัฐบาลกรีซ ไอร์แลนด์ และสเปนได้สะท้อนออกมาที่ดุลการคลังในปี 2552 ซึ่งบันทึกยอดขาดดุลสูงถึง 12.7% 11.6% และ 11.4% ของ GDP ตามลำดับ แต่เนื่องจากกรีซมีระดับหนี้สาธารณะที่สูงถึง 112.6% ของ GDP ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่กรีซจะถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด จนกลายเป็นเป้าหมายแรกที่ตลาดการเงินให้ความสนใจเป็นพิเศษ แม้ว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลประเทศสมาชิก Eurozone หลายประเทศ ตลอดจนสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศหลายแห่ง จะค่อนข้างเชื่อมั่นว่า วิกฤตหนี้สาธารณะและปัญหาการขาดดุลการคลังของกรีซ ณ ขณะนี้ น่าที่จะสามารถบริหารจัดการได้ แต่กรีซกำลังถูกทดสอบ ด้วยการระดมทุนเพื่อไถ่ถอนหนี้และจ่ายดอกเบี้ยมูลค่า 2.15 หมื่นล้านยูโร ในเดือน เม.ย. และเดือน พ.ค.นี้ ว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่
อย่างไรก็ดี ประเทศในกลุ่มยุโรปคงไม่ปล่อยให้กรีซแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจโดยลำพัง แผนการให้ความช่วยเหลือแก่กรีซคงถูกผลักดันออกมาในที่สุด โดยคาดว่าเยอรมนี และฝรั่งเศส ซึ่งเป็นประเทศที่มีสถานะที่แข็งแกร่งกว่าประเทศอื่นๆ ใน Eurozone น่าที่จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นแกนหลักในการให้ความช่วยเหลือแก่กรีซ เนื่องจากประเทศอิตาลีและสเปนที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นลำดับรองลงไปนั้น ต่างก็มีภาระหนี้สาธารณะที่ค่อนข้างสูงมากอยู่แล้ว และเพื่อป้องกันความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ที่อาจเพิ่มสูงขึ้น และหากเป็นเช่นนั้นจริง ความเชื่อมั่นที่ถดถอยลงของนักลงทุนอาจลุกลามไปยังประเทศสมาชิก Eurozoneอื่นๆ (อาทิ โปรตุเกส สเปน ไอร์แลนด์ และอิตาลี) รวมถึงอังกฤษที่อยู่นอก Eurozone ที่กำลังแบกภาระหนี้ภาครัฐในทำนองเดียวกัน
ตลาดเงินตลาดทุนเริ่มปรับเปลี่ยนความกังวลจากปัญหาภาคสถาบันการเงิน เป็นความกังวลต่อความน่าเชื่อถือระดับประเทศ เมื่อตลาดมีความกังวลว่าภาครัฐบางประเทศมีโอกาสหยุดพักชำระหนี้ ทำให้การออกพันธบัตรรัฐบาลของประเทศนั้นต้องเสนอผลตอบแทนที่สูงขึ้นจากเดิมพอสมควร เพื่อที่จะจูงใจให้ผู้ลงทุนยอมซื้อพันธบัตรนั้นๆ สังเกตเห็นได้จาก CDS Spread ของกรีซที่ปรับขึ้น 400500 bps. ในระยะเวลาเพียง 1 เดือน
อย่างไรก็ดี การวิเคราะห์ความสามารถในการชำระหนี้ของแต่ละประเทศ ก็คงไม่แตกต่างกับระดับบริษัท ผู้ลงทุนควรวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ โครงสร้างรายได้และค่าใช้จ่ายของประเทศ ถ้าภาระจ่ายมากกว่าอัตราการเติบโตของประเทศ ประเทศนั้นๆ ก็จะต้องนำเงินสำรองมาใช้ หรือกู้ยืมเงินเพิ่มขึ้นเพื่อชำระหนี้ ผลกระทบจากวิกฤต Subprime รวมทั้งความเชื่อมโยงของธุรกรรมทางการเงิน ส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกใน 2 ปีที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าผลของมาตรการพยุงเศรษฐกิจจะส่งผลเชิงบวกในขณะนี้ แต่ผลเชิงลบยังคงปรากฏให้เราเห็นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน







