
IRPCควัก5.3พันล.ร่วมทุนอูเบะฯ
ลงทุนซื้อหุ้นเพิ่มทุนถือ25% กระจายเสี่ยง-เพิ่มมูลค่าสินค้า
ลงทุนซื้อหุ้นเพิ่มทุนถือ25% กระจายเสี่ยง-เพิ่มมูลค่าสินค้า
IRPC ควัก 5,300 ล้านบาท ร่วมทุน อูเบะ เคมิคอลส์ ต่อยอดธุรกิจ บริหารความเสี่ยงน้ำมัน 30% ป้องกันขาดทุนสต๊อกเยอะในไตรมาส2
นายอธิคม เติบศิริ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี (IRPC) เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริษัทอนุมัติให้บริษัทลงนามในสัญญาจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนและซื้อขายหุ้น และสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น เพื่อเข้าร่วมลงทุนในบริษัท อูเบะ เคมิคอลส์ (เอเชีย) หรือ UCHA ในสัดส่วน 25% ของทุนชำระแล้ว มูลค่าเงินลงทุนประมาณ 5,300 ล้านบาท
ทั้งนี้ บริษัทจะซื้อหุ้นเพิ่มทุนของ UCHA จำนวน 193,481,257 หุ้น และหุ้นเดิมจาก UBE Industries, Ltd. จำนวน 75 ล้านหุ้น แต่จะเข้าลงทุนเมื่อเงื่อนไขบังคับก่อนตามที่กำหนดในสัญญาจองซื้อหุ้น
“การลงทุนครั้งนี้เป็นการกระจายความเสี่ยงของพอร์ต เริ่มต้นพัฒนาบริษัทเข้าสู่ธุรกิจพลาสติกวิศวกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น และสร้างโอกาสในการเพิ่มรายได้” นายอธิคม กล่าว
สำหรับ UBE เป็นผู้นำด้านการผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีของโลก เป็นผู้นำในตลาดคาโปรแลคตัมและไนลอน 6 ปัจจุบันจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในประเทศญี่ป่น ส่วน UCHA โรงงานตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมของไออาร์พีซีใน จ.ระยอง สามารถผลิตแอมโมเนียมซัลเฟตเป็นผลิตภัณฑ์ปุ๋ย
สำหรับผลงานของ UCHA สิ้นปี 2554 มีกำไรสุทธิ 1,772 ล้านบาท มีสินทรัพย์ 12,530 ล้านบาท
นายอธิคม กล่าวว่า บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจากับเจ้าของเทคโนโลยี 23 ราย ที่จะเข้ามาช่วยต่อยอดการผลิตผลิตภัณฑ์โพรพิลีน คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในปีนี้และจะเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ในปี 2558
ในปีนี้บริษัทเพิ่มกำลังการผลิตโพรพิลีนอีก 1 แสนตัน/ปี จากที่ผลิตอยู่แล้ว 3 แสนตัน/ปี ในเดือน ก.ค.จะทำให้บริษัทมีกำลังการผลิตรวมเพิ่มเป็นประมาณ 7 แสนตัน/ปี ในปี 2558
“เราต้องการที่จะผลิตปิโตรเคมีที่มีมูลค่าเพิ่มให้มีสัดส่วนเพิ่มเท่าตัวจากที่ทำอยู่ 30% โดยตั้งเป้าไว้ปี 2558 จะเพิ่มเป็น 60% ส่วนอีก 40% เป็นสินค้าโภคภัณฑ์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ IRPC กล่าว
นายอธิคม อธิบายเพิ่มว่า การเพิ่มสัดส่วนสินค้าเกรดพิเศษจะมาจาก 2 ส่วน คือ การเพิ่มกำลังการผลิตของบริษัทเองตามโครงการ Phoenix ที่ใช้เงินลงทุน 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐ ดำเนินโครงการ 20 โครงการ ที่เหลือมาจากการเข้าซื้อกิจการและความร่วมมือหาพันธมิตรเพื่อต่อยอดธุรกิจ
นายอธิคม กล่าวถึงการลงทุนในกลุ่ม UBE ว่ามีเทคโนโลยีขั้นสูง และบริษัทมุ่งจะพัฒนาเข้าสู่ธุรกิจพลาสติกวิศวกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะไนลอนจะเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์บางอย่างทำให้น้ำหนักรถยนต์เบาขึ้น
สำหรับแนวโน้มผลงานในไตรมาส 2 ยังประเมินขณะนี้ไม่ได้ว่าจะขาดทุนสต๊อกน้ำมันหรือไม่ หลังจากราคาน้ำมันปรับตัวลดลงจากไตรมาสแรกที่ปิดประมาณ 120 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แต่บริษัทได้บริหารความเสี่ยงราคาน้ำมันไว้ประมาณ 30% ก็อาจจะช่วยได้ส่วนหนึ่ง และเน้นการบริหารสต๊อกน้ำมันไม่ไห้มีมากจนเกินไป
ขณะที่ส่วนต่างหรือสเปรดปิโตรเคมีทุกตัวในเดือน พ.ค.นี้ เริ่มขยับดีขึ้นกว่าในเดือน เม.ย. คาดว่า ค่าการกลั่นรวม (GIM) ในไตรมาส 2 อยู่ในทิศทางที่ดีขึ้น
ส่วนแนวโน้มรายได้ในปี 2555 จะเพิ่มขึ้น 10-15% โดยมีกำลังการกลั่นเพิ่มขึ้นจากที่ไม่มีการปิดซ่อมบำรุงเหมือนปีก่อน ทำให้กำลังการกลั่นเฉลี่ยปีนี้บริษัทคาดว่าจะอยู่ที่ 1.75-1.8 แสนบาร์เรล/วัน จากปีก่อนมีกำลังการกลั่น 1.6 แสนบาร์เรล/วัน







