
รอส้มหล่น....ช้อนหุ้นพื้นฐานดี
....พงศ์ภัทร สิริพิพัฒน์
ภาวะตลาดหุ้นไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรับตัวลงสวนทางตลาดหุ้นต่างประเทศส่วนใหญ่ที่ปรับตัวขึ้น โดยปัจจัยบวกภายนอกหลักๆ มาจากข้อมูลการจ้างงานสหรัฐที่ออกมาดี อัตราการว่างงานและการจ้างงานนอกภาคเกษตรดีกว่าที่ตลาดคาดไว้ แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากพายุหิมะ ซึ่งโดยปกติแล้วจะส่งผลกระทบต่อตัวเลขการจ้างงานให้ลดลง ทำให้ข้อมูลที่ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดไว้นั้นยิ่งเพิ่มแรงจูงใจสำหรับสินทรัพย์เสี่ยงให้เพิ่มขึ้น
ในฝั่งของยุโรปรัฐบาลกรีซออกมาตรการลดค่าใช้จ่ายเข้มงวดเพื่อลดตัวเลขขาดดุลลงอีก 4,800 ล้านยูโร โดยการลดเงินโบนัสสำหรับข้าราชการลง 30% และขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 19 เป็น 21% ในขณะที่การขายพันธบัตรกรีซอายุ 10 ปี จำนวน 5,000 ล้านยูโร นักลงทุนให้ความสนใจกับพันธบัตรของกรีซมากเป็นพิเศษ แสดงให้เห็นว่านักลงทุนยังคงมีความมั่นใจกับความสามารถในการชำระหนี้และมาตรการลดการขาดดุลงบประมาณ ทำให้ค่าเงินยูโรและสินทรัพย์ทางการเงินส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้น
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยยังได้รับผลกระทบจากความกังวลทางด้านการเมือง ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงสวนทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ แม้ว่านักลงทุนต่างประเทศเป็นผู้ซื้อสุทธิในระดับพันล้านบาทก็ตาม
ทั้งนี้ แรงซื้อหนักของนักลงทุนต่างชาติในรอบนี้ ประเมินว่าเกิดจากการเก็งกำไรเรื่องค่าเงินเป็นหลัก ตลาดทุนอาจจะเป็นเพียงแหล่งที่พักเงินแหล่งหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจเอเชียยังเติบโตได้สูงเมื่อเทียบกับทางฝั่งอเมริกาหรือยุโรป โดยไทยเป็นประเทศหนึ่งมีแนวโน้มการเติบโตดี ตัวเลข GDP ไตรมาส 4 ปี 2552 ออกมาอยู่ที่ 5.8% สูงกว่าที่ตลาดประเมินไว้ที่ 4% ในขณะที่เงินเฟ้อเดือน ก.พ. อยู่ที่ 3.7% สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 3.5% เช่นกัน จากข้อมูลดังกล่าวส่งผลให้ตลาดคาดว่าทางการอาจจะต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยให้เข้าสู่ระดับปกติเร็วขึ้น
ทาง ธปท. เองก็มีท่าทีที่ปรับอัตราดอกเบี้ยให้กลับสู่ระดับปกติ โดยในการประชุม กนง. เมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2553 แม้ว่าจะมีมติให้คงดอกเบี้ยไว้ที่ 1.25% ต่อปี แต่ประเมินว่าความจำเป็นในการใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมีน้อยลงมาก อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานแม้ว่าจะยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ แต่มีแนวโน้มสูงขึ้นในอนาคต การคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้เป็นเพียงรอดูผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งหากการชุมนุมทางการเมืองไม่มีความรุนแรง และมีผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อเนื่องเชื่อว่าในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินครั้งต่อไปมีโอกาสสูงที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
จากทั้งส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่า Fed fund rate ของสหรัฐ แนวโน้มเศรษฐกิจที่กลับมาอยู่ในภาวะปกติ และแนวโน้มเงินเฟ้อที่มีโอกาสเร่งตัวขึ้น ปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นจะเป็นตัวเร่งให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น บาทแข็งค่าขึ้น และมีเม็ดเงินทุนไหลเข้ามาพักในตลาดทุน โดยฝ่ายกลยุทธ์ของทาง KGI คาดการณ์ไว้ว่า ธปท. จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 21 เม.ย. นี้ และคาดว่านักวิเคราะห์ในตลาดส่วนใหญ่จะเริ่มปรับการคาดการณ์มาเป็นขึ้นดอกเบี้ยเดือน เม.ย. แทน จากเดิมที่เคยคาดกันไว้ในเดือน มิ.ย. และจากเหตุผลเรื่องค่าเงินดังกล่าว ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติยังมียอดซื้อสุทธิใน SET Index แม้ว่านักลงทุนในประเทศส่วนใหญ่จะมีความกังวลต่อภาวะการเมืองในประเทศ โดย ครม. จะประกาศการใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง และหากมีความรุนแรงเชื่อว่ารัฐบาลจะยกระดับเป็นการประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งปัจจัยดังกล่าวน่าจะส่งผลให้เกิดการชะลอการไหลเข้าของเงินทุนบ้างในระยะสั้นๆ แต่ภาพโดยรวมยังคงมีเงินทุนไหลเข้าเอเชียในระดับสูง
เราประเมินว่าหากเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้น การปรับตัวลงของหุ้นที่มีพื้นฐานดี ยังคงเป็นโอกาสในการซื้อ โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มพลังงานขนาดใหญ่ที่ได้รับประโยชน์จากปัจจัยภายนอกและราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ราคาหุ้นกลับปรับตัวลงจากปัจจัยภายใน หากปัจจัยภายในประเทศคลี่คลายและกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เม็ดเงินที่เตรียมไหลเข้าจากการเก็งกำไรค่าเงินจะเป็นตัวผลักดันราคาหุ้นที่มีมูลค่าสูงให้ปรับตัวขึ้น
ทางเทคนิคของ SET Index หากปรับตัวลงต่ำกว่า 716 จุด จะมีแนวรับที่รอทดสอบที่ 702 หรือ 680 จุด กลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนที่ได้ทยอยขายในช่วงสัปดาห์ก่อนหน้า รอซื้อกลับหากตลาดปรับตัวลดลงมาที่แนวรับ 680 จุด โดยเฉพาะในหุ้นกลุ่มพลังงาน







