
จี้เร่งปรับ10ปีไทยเปิดเสรีทั้งโลก
โพสต์ทูเดย์
— ซีพี เตือน 10 ปีข้างหน้า ไทยเปิดเสรีการค้าคลุมทุกมุมโลก ชง 13 ข้อเสนอให้รัฐและเอกชนไทย ใช้ปรับตัวรับแข่งขันนายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองกรรมการผู้จัดการ ด้านกฎระเบียบการค้า เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เปิดเผยว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า ไทยจะมีข้อตกลงการเปิดเสรีการค้า (เอฟทีเอ) เกือบทั่วทุกมุมโลก ไม่เฉพาะแค่ในอาเซียนด้วยกัน ทำให้กำแพงภาษีสินค้าถูกทำลายลงจากการลดอัตราภาษีเหลือ 0% ดังนั้นภาคเอกชนไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัว เพื่อแข่งขันให้ได้ รองรับกับการเปลี่ยนแปลงทางการค้าที่จะตามมา ไม่เช่นนั้นจะทำให้แข่งขัน
“ตอนนี้ไทยมีเอฟทีเอกับหลายประเทศในหลายกรอบ ไม่ว่าจะเป็นอาเซียน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น อินเดีย จีน และอนาคตจะมีเพิ่มกับสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการไทยคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ กับการเปิดตลาดที่มีประชากรมากกว่า 3 พันล้านคน ในอนาคตอันใกล้นี้ แต่ที่เป็นปัญหาคือความไม่รู้ จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเร่งปรับตัว” นายพรศิลป์ กล่าวในส่วนของการเปิดเสรีอาเซียน หรือการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆนี้ หรือปี 2558 ทั้งนี้ ข้อเสนอการปรับตัวมี 13 ข้อ คือ ได้มีข้อเสนอแนะ 13 ข้อเพื่อใช้ในการปรับตัวของภาคเอกชน ที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพารัฐบาลเพียงอย่างเดียว ได้แก่1.ภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรไทย ควรปรับปรุงและเพิ่มคุณภาพสินค้าให้ดียิ่งขึ้นและมีความแตกต่างเหนือคู่แข่งในตลาด 2.ควรลดต้นทุนการผลิต เนื่องจากไทยจะต้องเผชิญกับการแข่งขันรุนแรงจากสินค้าราคาถูกจากประเทศคู่แข่งที่เข้ามาในไทย โดยเฉพาะจีน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่สุดในเอเชีย อีกทั้งอาเซียนมีข้อตกลงการค้าเสรีกับจีน ลดภาษีสินค้าเหลือ 0% ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. ที่ผ่านมา
3.เกษตรกรไทยควรเพิ่มคุณภาพและพัฒนาประสิทธิภาพ โดยเฉพาะด้านเมล็ดพันธุ์ และควรผลิตสินค้าให้มีความหลากหลายยิ่งขึ้น เพื่อสร้างจุดแข็งให้กับสินค้าเกษตรของไทย 4.รัฐบาลควรแทรกแซงตลาดสินค้าเกษตร เพื่อลดผลกระทบด้านลบที่อาจเกิดจากการเปิดเสรีอาเซียน 5.รัฐบาลควรจัดตั้งกองทุนต่างๆ เพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมในประเทศให้สามารถปรับตัวรับกับสภาพแวดล้อมทางการค้าใหม่ภายใต้ข้อตกลงอาเซียน 6.อุตสาห กรรมไทยจะต้องลงทุนด้านเทคโนโลยีก้าวหน้ามากขึ้น ในขณะเดียวกันต้องจัดสรรวัตถุดิบและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพของสินค้าด้วย
7.ภาคอุตสาหกรรมควรตั้งมาตรฐานที่สูงขึ้น เพื่อให้ผู้ส่งออกแข่งกับประเทศในอาเซียนได้ 8.สินค้าไทยควรมีเอกลักษณ์และแบรนด์เป็นของตนเอง 9.พัฒนาฝีมือแรงงานในอุตสาหกรรมให้มีมาตรฐานสูงขึ้น 10.ควรเพิ่มงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อแข่งระยะยาว 11.รัฐบาลควรออกกฎหมายใหม่ ปกป้องผลประโยชน์ให้กับไทย เพราะอาจมีปัญหาใหม่ที่เกิดจากข้อตกลงเสรีการค้า12.ข้อบังคับกฎหมายที่มีอยู่แล้วควรใช้อย่างเข้มงวด เพื่อปกป้องอุตสาหกรรม และ 13.ผู้บริโภคไทยจะต้องได้รับความคุ้มครอง เนื่องจากจะมีสินค้าที่หลากหลายและราคาถูกเข้ามาสู่ไทยมากขึ้น
นายพรศิลป์ กล่าวว่า สิ่งที่ไทยควรทำอีกอย่าง คือการเลือกธุรกิจที่แข็งแกร่งมาพัฒนาจริงจังให้แข่งได้โดยธุรกิจที่มีโอกาส เช่น เกษตร อาหาร ท่องเที่ยว
ส่วนกรอบเอฟทีเอที่ไทยยังสามารถทำได้อยู่ในขณะนี้ คือ กรอบเอฟทีเอไทยสหรัฐฯ ซึ่งจะสรุปผลได้ง่ายกว่ากรอบของอียู เพราะมีถึง 27 ประเทศ อีกทั้งอียูมีการปกป้องสินค้าเกษตรมากกว่า นอกจากนี้รัฐบาลควรเร่งออกกฎหมายลูกภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 190 เพื่อให้การเจรจาทางการค้าไม่มีอุปสรรค จากปัจจุบันที่ยังไม่มีความแน่ชัดทำให้ต้องเสนอทุกกรอบการเจรจาเข้าสภาฯ







