
ปิดฉากโครงการเหล็กต้นน้ำ
โครงการเหล็กต้นน้ำเมืองไทยไม่คืบนักลงทุนหนีไปศึกษาการลงทุนประเทศเพื่อนบ้าน ด้านเอกชนชี้รัฐบาลไม่ตอบสนองโครงการ
โครงการเหล็กต้นน้ำเมืองไทยไม่คืบนักลงทุนหนีไปศึกษาการลงทุนประเทศเพื่อนบ้าน ด้านเอกชนชี้รัฐบาลไม่ตอบสนองโครงการ
นายวิกรม วัชระคุปต์ ผู้อำนวยการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย ว่า ขณะนี้บริษัทผู้ผลิตเหล็กที่สนใจเข้ามาลงทุนในโครงการเหล็กต้นน้ำในเมืองไทย เริ่มออกไปศึกษาการลงทุนตั้งโรงถลุงเหล็กในประเทศอื่นๆ แล้ว เช่น บริษัทนิปปอน สตีล จากประเทศญี่ปุ่น ไปศึกษาการลงทุนที่นิคมอุตสาหกรรมทวาย ประเทศพม่า ขณะที่บริษัทเจเอฟอี สตีล ไปศึกษาการลงทุนที่เวียดนาม ซึ่งถ้าลงทุนในไทยไม่ได้อาจจะไปเลือกลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านแทน
ทั้งนี้ ทั้ง 2 บริษัทยังรอคำตอบจากรัฐบาลไทยเกี่ยวกับโครงการส่งเสริมการลงทุนเหล็กต้นน้ำ และการเตรียมพื้นที่สำหรับการลงทุน ซึ่งผลการศึกษาของสถาบันเหล็กยังรอที่จะเสนอให้คณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ (กอช.) ที่มีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นประธาน พิจารณา แต่กอช.ไม่มีการประชุมมานาน 2 ปีแล้ว
“การลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านคงยังไม่ตัดสินใจลงทุนในปีนี้ เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจโลกทำให้บรรยากาศการลงทุนขนาดใหญ่ไม่ดี และสถาบันการเงินอาจพิจารณาปล่อยกู้ให้กับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ยาก” นายวิกรม กล่าว
สำหรับปัจจุบันอาเซียนมีความต้องการใช้เหล็กปีละ 50 ล้านตัน และมีแนวโน้มต้องการใช้มากขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ รวมทั้งการเปิดประเทศของพม่าที่จะทำให้มีการก่อสร้างและการลงทุนอุตสาหกรรมมากขึ้น โดยไทยมีความต้องการใช้เหล็กมากที่สุดในอาเซียนอยู่ที่ปีละ 15 ล้านตัน จึงทำให้ญี่ปุ่นสนใจเข้ามาลงทุนตั้งโรงถลุงเหล็กในไทย รองลงมาเป็นเวียดนามและมาเลเซีย 9 ล้านตัน
ขณะที่หลายประเทศในอาเซียนมีโครงการตั้งโรงถลุงเหล็ก โดยมาเลเซียกำลังลงทุน 2-3 โครงการ ซึ่งเป็นโครงการไม่ใหญ่และแต่ละโครงการมีกำลังการผลิตปีละ 5 แสนตัน ส่วนอินโดนีเซียจะมีการลงทุนตั้งโรงถลุงเหล็กของบริษัทพอสโก จากเกาหลีใต้ ในอีก 2 ปี ข้างหน้า กำลังการผลิต 3 ล้านตัน และเวียดนามยังไม่มีการประกาศชัดเจนว่าจะมีการลงทุนโรงถลุงเหล็ก
นายนิกร สุขศิริวัฒนนนท์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เมื่อรัฐบาลไทยไม่ตอบสนองเรื่องการลงทุนโรงถลุงเหล็กก็ทำให้บริษัทเหล็กญี่ปุ่นไปลงทุนประเทศอื่น โดยเฉพาะอินโดนีเซียที่อ้าแขนรับการลงทุนจากต่างชาติ รวมทั้งบริษัทเหล็กญี่ปุ่นศึกษาการลงทุนโรงถลุงเหล็กในอาเซียนหลายประเทศ ซึ่งบริษัทเหล็กญี่ปุ่นอาจจะไม่ลงทุนที่ทวายหรือเวียดนามก็ได้ เนื่องจากนิคมอุตสาหกรรมทวายยังไม่เริ่มต้นและต้องใช้เวลาในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
ทั้งนี้ คาดว่าบริษัทเหล็กญี่ปุ่นมีโอกาสเข้าไปลงทุนตั้งโรงถลุงเหล็กในอินโดนีเซียมาที่สุด เพราะเป็นประเทศที่มีพลังงานของตัวเอง เช่น ก๊าซ น้ำมัน รวมทั้งมีบริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นขยายการลงทุนในอินโดนีเซียมากขึ้นจึงทำให้ความต้องการเหล็กมีมากขึ้น







