posttoday
การเมืองกับเศรษฐกิจ

การเมืองกับเศรษฐกิจ

23 พฤษภาคม 2555

โดย...รศ.ดร.เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์

โดย...รศ.ดร.เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์

มีคนกล่าวว่า “ถ้าไม่มีนักการเมือง ประเทศเราคงเจริญกว่านี้” ซึ่งคิดว่าคนส่วนใหญ่ก็คงเห็นด้วยกับคำกล่าวนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ในชีวิตจริงคงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีนักการเมืองที่เป็น “ตัวแทน” ของประชาชนมาทำหน้าที่กำหนดนโยบายและบริหารประเทศ

ดังนั้น ความคงอยู่ของนักการเมืองจึงเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่ต้องหาทางพัฒนาคุณภาพและลดปัญหาที่เกิดจากนักการเมือง ซึ่งปัญหาของนักการเมืองอยู่ที่การจัดสรรของผลประโยชน์ระหว่าง “ส่วนรวม” และ “ส่วนตน”

เราคงไม่สามารถคาดหวังให้นักการเมืองทำทุกอย่างเพื่อส่วนรวม โดยไม่มีผลประโยชน์เข้าตัวเลยแม้แต่น้อย การคาดหวังดังกล่าวคง “ผิดธรรมชาติ” และ “ผิดวิสัยของมนุษย์” ที่มีความต้องการในความเป็นอยู่ที่ดีและได้รับการยอมรับในสังคม

แต่เราก็รับไม่ได้ ถ้านักการเมืองมุ่งแต่รักษาผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง โดยไม่คำนึงถึงส่วนรวมและอนาคตของประเทศชาติ ซึ่งความเห็นแก่ตัวนี้ ทำให้เกิดเรื่องทุจริตและคอร์รัปชัน ทำให้เกิดความเสียหายในระยะยาวมากกว่าผลประโยชน์ในระยะสั้น

นโยบายที่สร้างผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มและในระยะสั้นทำให้เกิด “ความเสี่ยงทางการเมือง” ซึ่งในประเทศที่เจริญหรือพัฒนาแล้วจะมีความเสี่ยงทางการเมืองน้อยกว่าประเทศกำลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนา ที่เราจะเลี่ยงไปใช้คำว่าประเทศในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ที่แม้จะมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน แต่การพัฒนาทางเศรษฐกิจและตลาดการเงินยังคงไปไม่ถึงไหน

ตัวอย่างเช่น ประเทศสิงคโปร์ที่ก่อตั้งประเทศในแค่ชั่วอายุคน (โดย ลีกวนยู ซึ่งยังมีชีวิตอยู่) กลับมีความเจริญทางเศรษฐกิจและการพัฒนาของตลาดทุนเป็นสิบๆ เท่าของประเทศกัมพูชาที่มีประวัติศาสตร์มากกว่าพันปี แต่มีรายได้ประชาชาติต่อหัวประมาณ 2.8 หมื่นบาทต่อปี หรือแค่ประมาณ 2,300 บาทต่อเดือน และเพิ่งมีตลาดหุ้นเมื่อเดือนที่แล้ว

นโยบายและการบริหารประเทศที่มุ่งส่วนรวมเป็นหลัก ทำให้ความเสี่ยงทางการเมืองของสิงคโปร์อยู่ในระดับที่ต่ำมาก คอร์รัปชันก็น้อยที่สุดในเอเชีย ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) อยู่ในระดับต่ำ เพราะแยกกันชัดเจนระหว่างส่วนตัวและส่วนรวม สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีการจ่ายเงินเดือน “บนโต๊ะ” ในระดับสูง ซึ่งเป็นระบบที่โปร่งใสและดีกว่าระบบเงินเดือนในประเทศตลาดเกิดใหม่ที่ยอมรับไม่ได้กับเงินเดือนระดับล้านบาท แต่ยอมให้คนโกงรับ “ใต้โต๊ะ” ที่มีมูลค่ามากเป็นพันเท่าของระดับเงินเดือนที่เห็นบนโต๊ะ และมักจะ “จับ (เข้าคุก) กันไม่ได้” เป็น “รางวัล” ของคนกล้าเสี่ยงและ “อาสา” เข้ามาทำงานทางการเมือง เพื่อกอบโกยผลประโยชน์ส่วนรวมเข้ากระเป๋าตัวเอง

จึงไม่น่าแปลกใจที่ทำไมงานที่เงินเดือนน้อย แต่ความรับผิดชอบสูงอย่างงานการเมืองกลับมีคนจำนวนมากให้ความสนใจและขวนขวายที่จะมาดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยนำเสนอนโยบายอย่าง “ประชานิยม” ที่จะสร้างความมั่งคั่งแค่ในระยะสั้น แต่เป็นการนำเงินอนาคตมาใช้อย่างฟุ่มเฟือยและสร้างความเสียหายกับเศรษฐกิจในอนาคต

บทเรียนของกรีซน่าจะเป็นกรณีศึกษาของผลกระทบของการเมืองกับเศรษฐกิจ ที่ประเทศที่กำลังจะเอาอย่างต้องทบทวนอย่างหนัก จากนโยบายรัฐสวัสดิการที่เนื้อหาไม่ได้แตกต่างจากประชานิยมมากนัก ที่รัฐเข้ารับภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ตลอดจนการจ้างงาน ทำให้ประชาชนขาดทักษะและความสามารถในการสร้างรายได้และรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้วยตัวเอง

เงินทั้งหมดที่รัฐนำมาใช้จ่ายล้วนมีเจ้าของที่ต้อง “คืนให้” ในอนาคต และเมื่อรายได้ไม่เพียงพอแต่กลับมีภาระต้องใช้จ่าย (เช่น การขาดดุลงบประมาณในระดับสูง) ก็ต้อง “กู้” เงินมาจับจ่ายใช้สอยและคืนเงินกู้ก้อนที่ยืมมาก่อนหน้า แต่เมื่อ “หมุนเงิน” ไม่ทันก็จะเข้าสู่วงจรอุบาทว์ที่ต้องกู้มากขึ้น ซึ่งเจ้าหนี้ก็มีเงื่อนไขให้ลดค่าใช้จ่ายที่สร้างความลำบากลำเค็ญอย่างมากกับคนในชาติ จนในที่สุด “นักการเมือง” ผู้ฉวยโอกาสก็เสนอทางเลือกให้ “เบี้ยวหนี้” และ “ไปตายเอาดาบหน้า” ซึ่งตรงกับความต้องการของประชาชนที่กำลังจะจมน้ำตายและต้องฉวยเอาท่อนไม้ทุกท่อนที่ลอยน้ำมา

เป็นที่คาดหมายว่านักการเมืองฝ่ายที่ค้านนโยบายรัดเข็มขัดของกรีซคงได้รับการเลือกตั้งเข้ามาบริหารประเทศต่อไป ซึ่งไม้ตายของนักการเมืองกรีซงวดนี้อาจเป็นเพียง “การข่มขู่” หรือ “ภาวะจำเป็น” ที่บีบให้เจ้าหนี้เข้าสู่ “ภาวะจำยอม” ลดเงื่อนไข “ต่ออายุ” ให้คนกรีซและหนี้ก้อนโตของตัวเอง อย่างไรก็ตาม ไม่อาจบอกได้ว่า “การยื้อ” ระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้จะเป็นไปได้นานแค่ไหน จะ “เลี้ยงต่อ” เพื่อไม่ให้ลุกลามไปส่วนอื่น หรือจะ “ตัดหาง” เพราะอุ้มต่อไม่ไหวและจะสร้างวิกฤตต่อเนื่องไปอีกนาน

การเมืองจึงเป็นความเสี่ยงอันดับต้นๆ ของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่มีปัญหาด้านบริหารจัดการ ดังนั้นถ้าสามารถ “กัน” (หรือลดบทบาท) นักการเมืองออกจากการบริหารจัดการด้านเศรษฐกิจและธุรกิจน่าจะเป็นผลดีมากกว่า

ข้อสรุปนี้ คนแบงก์ชาติกับคนการบินไทยคงเห็นด้วยเต็มที่

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท