
BGHจ่อกำไรเพิ่ม70ล.
รับรู้จากBHอีก21.7ล้านหุ้น ปราเสริฐยันถือเต็ม24.99%
รับรู้จากBHอีก21.7ล้านหุ้น ปราเสริฐยันถือเต็ม24.99%
BGH รับกำไรจาก BH เพิ่มอีก 70 ล้านบาท หลังซื้อบิ๊กล็อต 2.98% หมอปราเสริฐย้ำยันซื้ออีกเต็มเพดาน 24.99%
นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ กรรมการอำนวยการใหญ่ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ หรือโรงพยาบาลกรุงเทพ (BGH) ได้ชี้แจงกับนักวิเคราะห์ภายหลังจากได้เข้าซื้อหุ้นบิ๊กล็อตในหุ้นของบริษัทโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) จำนวน 21.7 ล้านหุ้น หรือ 2.98% ซึ่งส่งผลให้ถือหุ้นรวมกันทั้งสิ้น 23.2%
นักวิเคราะห์ บล.กรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ทางทีมผู้บริหาร BGH ยังมีความสนใจที่จะซื้อหุ้น BH เพิ่มขึ้นอีก และมีความต้องการที่เต็มเพดานที่ 24.99% ไม่ต้องการถึง 25% เพราะไม่ต้องการที่จะทำคำเสนอซื้อหุ้นทั้งหมด (เทนเดอร์ออฟเฟอร์)
การเข้าซื้อหุ้นเพิ่มอีกจำนวน 2.98% เมื่อวันที่ 18 พ.ค.ที่ผ่านมาจะทำให้ BGH รับรู้กำไรจากการลงทุนใน BH ประมาณ 70 ล้านบาท แต่ผลจากเงินทุนที่นำมาซื้อหุ้นเป็นเงินกู้ที่มีต้นทุนดอกเบี้ยที่ประมาณ 4% ก็จะทำให้ BGH รับรู้กำไรสุทธิเพียง 20 ล้านบาท หรือประมาณ 0.5% ของกำไรรวมของ BGH
อย่างไรก็ตาม บล.กรุงศรีอยุธยา คงประมาณการกำไร BGH เท่าเดิม โดยมองว่าจะโตประมาณ 17% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2554 จากจำนวนผู้ป่วยที่ปรับเพิ่มขึ้น 8% และผลทางด้านราคาที่เพิ่มขึ้น 9% จากสัดส่วนโรครุนแรงที่เพิ่มขึ้น
ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานจะโตโดดเด่นมากถึง 5,700 ล้านบาท และคาดว่าโตประมาณ 53% เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา เพราะนอกจากรับรู้ผลบวกเต็มปีจากการควบรวมกับเครือพญาไทแล้วยังเป็นผลจากการรับรู้กำไรจากการเข้าซื้อหุ้น BH ด้วย
แผน 1-3 ปีข้างหน้าการเติบโตของ BGH นอกจากจะมาจากกิจการภายในแล้ว จะมาจากการควบรวมกิจการเพิ่มขึ้น โดยมีเป้าหมายที่จะควบรวมกับโรงพยาบาลที่มีศักยภาพการเติบโตสูงเฉลี่ยปีละ 2-3 แห่ง และจะมีการสร้างโรงพยาบาลใหม่ด้วยเพื่อรองรับการเปิดเสรีอาเซียน
บล.ทิสโก้ ระบุว่า BGH ต้องการถือหุ้นใน BH ในสัดส่วน 20-25% จากปัจจุบันที่ถือหุ้นอยู่ 23.2% หรือ 169.4 ล้านหุ้น หากต้องการถือจนถึงระดับที่ไม่ต้องทำคำเสนอซื้อคือ 24.99% BGH จะต้องซื้อหุ้นอีก 13.1 ล้านหุ้น แต่หากมีการใช้สิทธิแปลงสภาพหุ้น BH ก็จะทำให้สัดส่วนการถือหุ้นลดลงประมาณ 18.8% หรือหุ้นจะลดจาก 23.2% เหลือ 19.5% และหากต้องการถือหุ้น 20-25% ก็จำเป็นต้องซื้อหุ้นเพิ่มอีก 8.67 ล้านหุ้นหลัง BH มีการใช้สิทธิแปลงสภาพของตราสารหนี้หนี้ที่จะหมดอายุในปี 2560
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยให้ราคาเหมาะสม BGH ที่ 96 บาท เนื่องจากในแง่ของปัจจัยพื้นฐานของบริษัทยังคงเดิม และหุ้นยังคงซื้อขายในมูลค่าที่เหมาะสม ความเสี่ยงคือ การทำ ควบรวมกิจการ เศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ภัยธรรมชาติและการเพิ่มทุนในอนาคต







