posttoday
ทำงานหนักอย่างไรให้ไม่ทุกข์

ทำงานหนักอย่างไรให้ไม่ทุกข์

23 พฤษภาคม 2555

โดย...กำพล สุทธิพิเชษฐ์

โดย...กำพล สุทธิพิเชษฐ์

ก่อนอื่นต้องถามก่อนว่า ความทุกข์ของคนทำงานหนักคืออะไร ส่วนใหญ่ที่ได้ยินมาไม่ใช่เรื่องร่างกายที่รับไม่ไหว หรือความเครียดที่ได้รับ เพราะสิ่งเหล่านั้นได้พักมันก็หาย แต่ที่ทำให้ทุกข์จริงๆ ก็คือ ไม่มีความสมดุลในชีวิต ซึ่งความสมดุลในชีวิต คือ สมดุลระหว่างชีวิตการทำงาน ชีวิตครอบครัว และชีวิตส่วนตัว

คนเจเนอเรชันเอกซ์ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลในชีวิต เพราะหนุ่มสาวเหล่านี้เห็นพ่อแม่ (คนยุคเบบี้บูม) ของตัวเองอุทิศตนทำงานยาวนานวันละหลายชั่วโมงเพื่อบริษัท แต่ท้ายสุดบริษัทไม่ได้เห็นค่าความพยายามเหล่านั้น หนำซ้ำยังปฏิบัติกับพ่อแม่ของพวกเขาเหมือนของใช้แล้วทิ้ง ดังนั้นคนรุ่นนี้จึงต้องการชีวิตการทำงานที่สมดุลมากกว่ารุ่นพ่อแม่ แต่เมื่อใดที่ต้องทำงานหนักแล้วไม่สามารถสร้างสมดุลในชีวิตได้ ก็จะเป็นทุกข์กับการทำงาน ดังนั้นการทำงานหนักแล้วให้ไม่ทุกข์ ก็คือ ทำงานหนักแต่ยังมีสมดุลในชีวิต แล้วทำได้อย่างไร

ต้องแน่ใจว่ากำลังทำงานหนักด้วยความรู้ตัว ก็คือ ต้องมีการกำหนดเป้าหมายของการที่ต้องทำงานหนักในช่วงนี้ ลองคิดดูให้ดีว่าในอนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไป แทนที่จะทำงานหนักเป็นบ้าเป็นหลัง ควรทำงานโดยคำนึงถึงชีวิตด้านอื่นๆ ด้วย เช่น สุขภาพของตัวเอง ครอบครัว ชีวิตส่วนตัว เช่น ในแต่ละวันอาจไม่มีเวลาออกกำลังกายร่วมชั่วโมงเช่นเคยเหมือนช่วงที่งานไม่หนัก แต่ก็ต้องหาเวลาเดินอย่างจริงจังสักสิบห้านาทีถึงครึ่งชั่วโมงได้ เพื่อให้เรารู้สึกว่าอีกส่วนหนึ่งของเราที่ชอบทำ ไม่ได้หายไปไหน แม้ว่าจะลดลงบ้าง

หมั่นดูแลตัวเอง หาเวลานอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หาเวลากินอาหารให้ครบหมวดหมู่และถูกสุขลักษณะ หาเวลากินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตาในครอบครัว ถ้ามีลูกก็ต้องตั้งใจไว้ว่าจะพาลูกเข้านอนกี่คืนต่ออาทิตย์ และต้องทำให้ได้ตามนั้น แม้ว่าพาลูกนอนเสร็จแล้วต้องกลับไปทำงานต่อก็ตาม

จริงๆ เรื่องของเวลาที่ต้องให้ตัวเองหรือครอบครัว ผมแนะนำว่าคุณต้องล็อกเวลาออกมาจากเวลางานเลย หรือไม่คุณก็ต้องเอาเรื่องอื่นๆ ของชีวิตเข้าไปใส่ในตารางงานเลย ถ้าคุณคิดว่ารอให้ว่างจากงานก่อน หรือให้งานเสร็จก่อน แล้วค่อยทำเรื่องอื่นๆ ของชีวิต

ท้ายสุดคุณจะไม่มีเวลาเหลือหรอกครับ คล้ายๆ กับการออมเงิน ถ้าคุณบอกว่าใช้จ่ายให้ครบก่อน เหลือเท่าไรในเดือนนั้นแล้วค่อยเก็บ คุณก็จะไม่เหลือเก็บ คุณต้องตัดเงินเดือนบางส่วนไปออมเลย แล้วเหลือเท่าไรก็ใช้เท่านั้น ในกรณีนี้ก็เช่นกัน คุณต้องตัดเวลางานบางส่วนออกมาเลย เพื่อให้กับชีวิตครอบครัวและชีวิตส่วนตัว เหลือเวลางานเท่าไรทำงานหนักเท่าที่เวลานั้นมี คุณก็จะมีความสมดุลในชีวิต ก็จะไม่ทุกข์จากการทำงานหนัก

บอกกับคนใกล้ตัวหรือคนที่เกี่ยวข้องกับคุณให้รู้ล่วงหน้าว่า ช่วงไหนที่คุณต้องทำงานหนัก และอธิบายให้พวกเขาเข้าใจว่าทำไม และจะใช้เวลานานเท่าไร ช่วยพวกเขาคิดว่าจะปรับตัวเข้ากับตารางเวลาในช่วงที่คุณต้องทำงานหนักได้อย่างไร หรือบอกพวกเขาไปว่าคุณอยากได้ความช่วยเหลืออะไรจากพวกเขาในช่วงเวลานั้น

อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญที่สุดและคนเรามักจะพลาดกัน ก็คือ เมื่อการทำงานหนักในแต่ละเรื่องหรือแต่ละช่วงเสร็จ ต้องตัดสินใจหยุดบ้าง

สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นกับพวกเรา ก็คือ เราจะทำงานหนักแบบต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ไม่รู้จักพักบ้าง กว่าจะรู้ตัวอีกทีการทำงานหนักนั้นไม่ใช่แค่งาน แต่กลายเป็นวิถีชีวิตไปเสียแล้ว ซึ่งไม่ดีแน่ๆ ถ้าคุณยังอยากได้ความสมดุลในชีวิต พอถึงจุดที่สามารถผ่อนเบาลงได้ จงใช้เวลาเฉลิมฉลองกับครอบครัวและเพื่อนฝูง ให้รางวัลกับตัวเองให้สมกับที่ทำงานหนักเสร็จ

สุดท้ายขอตั้งคำถามหนึ่งคำถามว่า คุณมักจะนำงานกลับมาทำที่บ้านหลังเลิกงานกันไหม เพราะสิ่งนี้จะแย่งเวลาส่วนตัวคุณไปอย่างเยอะ ยังอยากทำแบบนั้นอยู่ไหม ถ้าไม่อยากทำก็ต้องเริ่มถามตัวเองแล้วว่า งานนั้นเพิ่มคุณค่าให้ชีวิตอย่างไร ถามอีกว่า งานได้ฉกฉวยอะไรไปจากชีวิตของคุณ ถ้าไม่สามารถทำงานที่ต้องทำให้เสร็จภายในวันทำงานปกติได้ อาจเป็นเพราะมีบางอย่างที่มากินเวลาหรือเปล่า เช่น ปล่อยให้ EMail โทรศัพท์ หรือเรื่องอื่นๆ ที่สำคัญน้อยกว่ามารบกวนเวลาระหว่างวันมากไป ก็ต้องพยายามลดทอนสิ่งรบกวนเหล่านั้นลงไป

หากลองนั่งคิดดูดีๆ อาจจะพบว่าการนำงานกลับมาทำที่บ้าน ที่แท้เป็นแค่ความเคยชินเท่านั้น จริงอยู่อาจจะเคยมีความจำเป็นอยู่ครั้งหนึ่ง แต่ตอนนี้มันกลายเป็นนิสัยไปแล้ว แถมเลิกยากอีกต่างหาก เวลาที่เสียไปกับการทำงานที่บ้านทำให้อาชีพการงานคุณก้าวหน้าจริงหรือเปล่า ช่วยให้บริษัทดีขึ้นจริงหรือเปล่า คุณได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมเพื่อการนี้หรือเปล่า คุณจะพยายามพิสูจน์อะไรหรือพิสูจน์ให้ใครเห็น แล้วเขาคนนั้นจะเชื่อมั่นในตัวคุณเพิ่มจริงไหม

ผ่านไปสักสองสามปี คุณอาจจะมองย้อนกลับไปแล้วพบว่า งานที่คุณทำที่บ้านในตอนนั้น ก็ไม่ได้มีความหมายอะไร คิดไหมว่าน่าจะใช้เวลาในช่วงนั้นๆ กับลูกกับครอบครัว หรือไม่ก็ออกกำลังกายเพื่อให้สุขภาพดีขึ้น หรือไม่ก็พักผ่อนให้รางวัลกับตัวเองโดยการดูหนัง ทานข้าว สังสรรค์กับเพื่อนๆ

ถ้าอยากจะเลิกนิสัยที่ติดงานกลับไปทำที่บ้าน แต่รู้สึกว่ายังทำไม่ได้แน่ๆ เพราะมันก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นนิสัยไปแล้ว แนะนำง่ายๆ ว่า ลองแกล้งลืมกระเป๋าเอกสารไว้ที่ทำงานสักวันสองวันต่ออาทิตย์ หรือหากิจกรรมหลังเลิกงานที่ไม่สามารถยกเลิกได้ เพื่อให้ตัวเองไม่สามารถนำงานกลับไปทำที่บ้านได้

คุณกล้าพอไหมที่จะเริ่มต้นที่จะมีความสมดุลในชีวิต จะได้ไม่ต้องทุกข์ ถ้าต้องทำงานหนัก

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ