
Yield Curve ปรับตัวลดลง ในทุกช่วงอายุของตราสาร
โดย...สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย
โดย...สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย
ภาวะตลาดตราสารหนี้ (14-18 พ.ค. 2555) มีมูลค่าการซื้อขายรวม 492,380 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 98,476 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้านี้ประมาณ 25% ทั้งนี้เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้วจะพบว่ากว่า 80% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 394,526 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ในขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 73,004 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 4,895 ล้านบาท หรือคิดเป็น 15% และ 1% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตามลำดับ
สำหรับพันธบัตรรัฐบาล รุ่นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก คือ รุ่น LB176A (อายุ 5.1 ปี) LB155A (อายุ 3 ปี) และ LB15DA (อายุ 3.6 ปี) มีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 14,816 ล้านบาท 13,737 ล้านบาท และ 10,375 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนพันธบัตรที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย รุ่นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงสุด 3 อันดับแรก คือ รุ่น CB12605A (อายุ 14 วัน) CB12529A (อายุ 14 วัน) และ CB12614C (อายุ 28 วัน) มูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 81,730 ล้านบาท 43,112 ล้านบาท และ 33,116 ล้านบาท ตามลำดับ
ทางด้านหุ้นกู้ภาคเอกชน ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรกนั้น ได้แก่ หุ้นกู้ของบริษัท ปตท. (PTTC13OB (AAA)) มูลค่าการซื้อขาย 799 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง (SCCC136A (A)) มูลค่าการซื้อขาย 635 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท โกลว์ พลังงาน (GLOW194A (A)) มูลค่าการซื้อขาย 512 ล้านบาท
เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Yield Curve) ปรับตัวลดลงตลอดทั้งเส้น หรือโดยเฉลี่ยแล้วปรับตัวลดลงในช่วง -1 ถึง -10 Basis Point (100 Basis point มีค่าเท่ากับ 1%) โดยเป็นผลมาจากการปรับตัวลดลงตามทิศทางของ Interest Rate Swap (IRS) ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งเป็นการปรับตัวตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ (US Treasury) ที่ปรับตัวดลงเช่นเดียวกัน จากปัญหาเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป (EU) ที่ยังสร้างความกังวลให้แก่นักลงทุนอย่างต่อเนื่อง
โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าประเทศฝรั่งเศสจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เป็นที่เรียบร้อย แต่สถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศกรีซยังคงสร้างความกังวลให้กับตลาด หลังจากที่กรีซไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ จนต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่อีกครั้งในช่วงกลางเดือน มิ.ย. นอกจากนี้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Fitch ได้ปรับลดอันดับความน่าชื่อถือของกรีซลงสู่ระดับ CCC จาก B ซึ่งเป็นอันดับที่มีความเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้สูง ทั้งหมดนี้ส่งผลให้ตลาดกังวลว่าปัญหาอาจลุกลามจนกรีซอาจจะต้องออกจากการเป็นสมาชิกยูโรโซน ซึ่งหลายๆ ฝ่ายประเมินว่า หากกรีซจะต้องออกจากยูโรโซน จะสร้างความเสียหายให้แก่ยูโรโซนเป็นอย่างมาก นอกจากนี้แล้วภาคธนาคารในประเทศสเปนก็สร้างแรงกดดันให้กับตลาดเช่นกัน หลังจากที่ Moody’s สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถืออีกแห่งหนึ่ง ได้ปรับลดความน่าเชื่อถือของธนาคารสเปนลง 16 แห่ง เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่อ่อนแอ และความสามารถที่ลดลงรัฐบาลสเปนในการเข้าช่วยเหลือธนาคารที่มีปัญหา
ทั้งนี้ ในสัปดาห์ที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติกลับมามียอดซื้อสุทธิในตลาดตราสารหนี้ไทยกว่า 4,279 ล้านบาท และในมูลค่าการซื้อสุทธิทั้งหมดนี้ เป็นการขายสุทธิในตราสารระยะยาว (มีอายุคงเหลือมากกว่า 1 ปี) ประมาณ 4,654 ล้านบาท และซื้อสุทธิในตราสารระยะสั้น 8,933 ล้านบาท สำหรับนักลงทุนรายย่อยที่ถึงแม้จะมีมูลค่าการซื้อขายค่อนข้างน้อย แต่ยังคงมียอดซื้อสุทธิอีก 849 ล้านบาท







