posttoday
ชำแหละงบ"56 "ของใครแพงกว่า"

ชำแหละงบ"56 "ของใครแพงกว่า"

22 พฤษภาคม 2555

โดย...ธนพล บางยี่ขัน/ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

โดย...ธนพล บางยี่ขัน/ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย


หมายเหตุ : สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 วงเงิน 2.4 ล้านล้านบาท โดยสาระสำคัญของการประชุมอยู่ที่การตอบโต้ในประเด็นเกี่ยวกับเศรษฐกิจระหว่าง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน และ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง


อภิสิทธิ์ อภิปรายว่า การจัดงบประมาณของรัฐบาลยังไม่ตอบโจทย์ว่าจะสามารถนำไปสู่ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนที่ดีขึ้น หรือการสร้างความเสมอภาคทางโครงสร้างความยากจนความเหลื่อมล้ำในสังคม การประมาณการเศรษฐกิจจะขยายตัว 5.56.5% ถือว่าสูงพอสมควร และตัวเลขหลายตัวเป็นภาพลวงตา เพราะการขยายตัวในระดับดังกล่าวอยู่บนเหตุผลที่จะเกิดแรงขับเคลื่อนจากการบริโภค การลงทุนของเอกชน เพื่อฟื้นฟูความเสียหายหลังอุทกภัย เพื่อให้กลับมามีชีวิตความเป็นอยู่เหมือนช่วงก่อนน้ำท่วมเท่านั้น แต่ไม่ได้สะท้อนสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

งบประมาณแบบขาดดุล 3 แสนล้านบาท ตัวเลขเสมือนจะทำให้การบริหารจัดการหนี้สาธารณะมีเสถียรภาพ แต่ยังไม่นับรวมกับการก่อหนี้ผ่าน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยภาพรวมแล้วรัฐบาลทำงานมาไม่ถึง 1 ปี คำนวณแล้วก่อหนี้สาธารณะจากนโยบายที่ผิดพลาดรวมแล้วเกือบ 1 ล้านล้านบาท

ขณะนี้มีการพูดโต้แย้งกันว่า สถานการณ์ขณะนี้แพงทั้งแผ่นดิน หรือถูกทั้งแผ่นดิน ซึ่งข้อเท็จจริงแล้วมีทั้งแพงและทั้งถูก ที่ถูกคือราคาสินค้าการเกษตรที่ตกต่ำ เกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศเดือดร้อน การตั้งงบสำหรับเรื่องดังกล่าวไว้ 1,400 ล้านบาท ซึ่งแปลกใจว่าสวนทางกับสิ่งที่คนในรัฐบาลออกมาปฏิเสธว่าไม่มีปัญหาเรื่องของแพง แต่เหตุใดต้องใช้งบประมาณจำนวนนี้มาแก้ปัญหา ซึ่งส่วนหนึ่งที่เกิดปัญหาของแพงก็มาจากนโยบายที่ผิดพลาดของรัฐบาล โดยเฉพาะนโยบายเรื่องพลังงานที่กระทบต่อต้นทุนราคาสินค้าอื่นๆ

ที่สำคัญกระทรวงพาณิชย์ยังแก้ปัญหาไม่ทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นโครงการธงฟ้า หรือร้านถูกใจ ซึ่งตั้งใจจะเปิด 2,000 ล้านบาท แต่สัปดาห์ที่ผ่านมายังเปิดได้แค่ร้านเดียวที่กระทรวงพาณิชย์ และการปล่อยให้ราคาสินค้าราคาสูง จะทำให้เงินเฟ้อสูงมีผลต่อการบริหารจัดการเศรษฐกิจภาพรวม

สุดท้ายประเด็นคำถามที่สำคัญ คือ การตั้งเป้าตัวเลขการจัดเก็บรายได้ 2.1 ล้านล้านบาทของรัฐบาล สงสัยว่าจะทำได้อย่างไรในเมื่อรัฐบาลไม่มีนโยบายปรับเพิ่มภาษีสรรพสามิต หรือการจัดเก็บภาษีในส่วนอื่นๆ เช่น ภาษีที่ดิน ภาษีโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง

กิตติรัตน์ ชี้แจงว่า ขอปฏิเสธข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญกับการกู้เงินเพียงอย่างเดียว เพราะรัฐบาลมีแผนบริหารหนี้สาธารณะไม่ให้เป็นภาระงบประมาณของแผ่นดิน และเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นปกติของโลก แต่ระดับของการขึ้นเป็นอัตราเฉลี่ยที่สามารถควบคุมได้และมีอัตราน้อยกว่าประเทศคู่แข่งและคู่ค้า และน้อยกว่าการเพิ่มขึ้นของรายได้ประชาชน สินค้าหลายรายการอาจแพงขึ้นตามสภาวะอากาศ หากเทียบกับปี 2554 ถือว่ามีราคาถูกลง

ปีที่แล้วราคาน้ำมันปาล์มกระทรวงพาณิชย์กำหนดเพดานราคาขาย 47 บาท แต่ปรากฏว่าเวลานั้นประชาชนไม่สามารถหาซื้อในราคาดังกล่าวได้ เกิดปัญหาบริหารจัดการ แต่ปีนี้ราคาน้ำมันอยู่ 42 บาทต่อขวด โดยหาซื้อในราคาควบคุมได้ ส่วนราคาไข่พบว่าไม่มีการพยายามเทียบเคียงราคาไข่ไก่หรือไข่เป็ดเหมือนช่วงรัฐบาลที่ผ่านมา ดังนั้นหากบอกว่าแพงทั้งแผ่นดินจริง ทำไมยกเว้นไข่ที่ถือว่าเป็นโปรตีนราคาถูก รัฐบาลยอมรับว่าของแพงก็มีของถูกก็มี แต่รัฐบาลให้ความสำคัญในการบริหารจัดการ เพียงแต่ว่ารัฐบาลอาจประชาสัมพันธ์ไม่เก่ง

ขณะเดียวกันรัฐบาลไม่มีนโยบายขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่นเดียวกับการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล รัฐบาลไม่มีแผนนำภาษีตัวนี้เข้าไปรวมในราคาน้ำมัน แต่คงไม่สามารถยืนยันได้ว่าการขึ้นภาษีน้ำมันดีเซลจะทำหรือไม่ เพราะต้องดูราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกด้วยว่ามีทิศทางอย่างไร อย่างไรก็ตามในที่นี่ยืนยันว่ารายรับของปีงบประมาณ 2556 จำนวน 2.1 ล้านล้านบาท สามารถทำได้ตามเป้าแน่นอน เพราะมีปัจจัยจากการขยายตัวเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มที่ดี

ส่วนภาษีที่ดิน ภาษีโรงเรือน ภาษีสิ่งปลูกสร้าง ไม่ได้เป็นเรื่องเร่งด่วนของรัฐบาล รัฐบาลนี้ให้ความสำคัญกับสิ่งดีๆ ทั้งสิ้น โดยพร้อมสานต่อนโยบายรัฐบาลในอดีตในบางเรื่อง แต่รัฐบาลปัจจุบันก็มีเหตุผลที่จะคิดแตกต่างกัน เพราะเห็นว่าไม่สอดคล้องกับแนวคิดในการนำพาประเทศนี้ไปสู่สภาวะการเจริญเติบโตที่ดี

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน