posttoday
สศช.ส่งสัญญาณกระทุ้ง "แบงก์ชาติ" ลดอัตราดอกเบี้ยฟื้นลงทุนเอกชน

สศช.ส่งสัญญาณกระทุ้ง "แบงก์ชาติ" ลดอัตราดอกเบี้ยฟื้นลงทุนเอกชน

22 พฤษภาคม 2555

21 พ.ค.ที่ผ่านมา อาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐ กิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกและแนวโน้มปี 2555

21 พ.ค.ที่ผ่านมา อาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐ กิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกและแนวโน้มปี 2555

อาคม บอกว่า ขณะที่เศรษฐกิจไตรมาสแรกก็ฟื้นตัวอย่างอ่อนๆ ที่ 0.3% แม้ทั้งปีมีแนวโน้มว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 5.56.5% แต่มีปัจจัยจากฐานเศรษฐกิจปีที่แล้วขยายตัว 0.1% และการกลับมาผลิตและส่งออกอีกครั้งของอุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังคงขยายตัวที่ 3.43.8%

อาคม ระบุว่า รัฐบาลต้องการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2555 เงินเพื่อฟื้นฟูน้ำท่วม 1.2 แสนล้านบาท และการลงทุนระบบน้ำและสร้างอนาคตของประเทศ 3.5 แสนล้านบาท เพื่อชดเชยการหดตัวของอัตราการเบิกจ่ายงบภาครัฐในไตรมาสแรกที่หดตัว 0.6% โดยเฉพาะการใช้จ่ายเงินลงทุนที่ทำได้ไม่เต็มที่

“นโยบายการเงินและการคลังต้องมีบทบาทในการพยุงเศรษฐกิจ” อาคม ย้ำ

อาคมส่งสัญญาณถึงธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชัดว่า ต้องการให้ดำเนินนโยบายการเงินและอัตราแลกเปลี่ยนที่เอื้อต่อการลงทุนของเอกชน

“อยากเห็นนโยบายการเงินที่ดูแลภาคเศรษฐกิจจริงให้ฟื้นฟูได้ 100% ซึ่งต้องไปถามเอกชนว่าดอกเบี้ยที่ต่ำ แต่ยังไม่ต่ำพอหรือไม่” อาคม ระบุ

แปลความได้ว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ตรึงไว้ที่ระดับ 3% อาจไม่เพียงพอต่อการสนับสนุนการฟื้นตัวให้กลับมาอยู่ที่ 100% หรือกระตุ้นการลงทุนเอกชนที่อยู่ในภาวะ “เฉื่อย” นับแต่หลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ที่อัตราการลงทุนเอกชนต่ำมาก

ธปท. และ กนง.สมควรต้องตัดสินใจคงหรือลดอัตราดอกเบี้ยไปอีกระยะหนึ่ง

โดยเฉพาะในช่วงฟื้นฟูความเสียหายจากน้ำท่วมนั้น อัตราดอกเบี้ยถือเป็นต้นทุนการเงินของเอกชน ในขณะที่เอกชนต้องการการลงทุนเพื่อปรับตัวและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในอนาคต และภาครัฐเองต้องมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่ เช่น ขยายสนามบิน ลงทุนรถไฟ เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์

อาคม ย้ำว่า การเพิ่มขึ้นของราคาในขณะนี้มาจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุน เพราะอัตราการขยายตัวการบริโภคไตรมาสแรกขยายตัวเพียง 2.7% ต่ำกว่าอัตราปกติที่อัตราบริโภคขยายตัว 45% แม้ว่า ธปท.จะมีหน้าที่ดูแลอัตราเงินเฟ้อ แต่ ณ วันนี้เงินเฟ้อไม่ได้มาจากการใช้จ่ายเกินตัว หรืออยู่ในระดับ “Over Heat” แน่นอน

สศช.ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับนโยบายเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ที่มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ที่ใช้แรงงานเข้มข้นอย่างอุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้า เครื่องหนังและสิ่งทอ เป็นต้น

“เราปรับเพิ่มรายได้แรงงาน ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมหดตัวต่อเนื่องมาแล้ว 2 ปี” อาคม กล่าว

ดังนั้น รัฐบาลต้องเร่งรัดมาตรการที่จะช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี สนับสนุนการเพิ่มประสิทธิ ภาพการผลิต เตรียมมาตรการช่วยเหลือแรงงานที่ถูกเลิกจ้างหรือลดชั่วโมงทำงาน และการพิจารณาให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมแก่กลุ่มผู้ประกอบการได้ที่ไม่อยู่ในข่ายได้ประโยชน์จากมาตรการของรัฐ

พร้อมกันนั้น ต้องเร่งแก้อุปสรรคให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม แต่ไม่สามารถเข้าถึงเงินกู้ซอฟต์โลนของ ธปท.ได้ โดยปัจจุบันวงเงินสินเชื่อ 3 แสนล้านบาท แต่ปล่อยกู้จริงไม่ถึง 1% ของสินเชื่อรวม จึงต้องไปดูว่าทำไมเอสเอ็ม อีกู้เงินไม่ได้ ในเมื่อเงินก็ไปอยู่กับธนาคารพาณิชย์แล้ว

นอกจากนี้ รัฐ บาลต้องแก้ไขปัญหาราคาสินค้า เช่น มีมาตรการลดความผันผวนของราคาสินค้าในแต่ละช่วงฤดูกาล ดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคให้สอดคล้องกับสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ลดลง และสร้างความเป็นธรรมตลอดห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ผู้ผลิตวัตถุดิบ พ่อค้าคนกลาง และผู้บริโภค เพราะมีผลต่อค่าครองชีพและอัตราเงินเฟ้อของประเทศ

อาคม ระบุว่า สศช.ยังคงติดตามวิกฤตการณ์หนี้สาธารณะในยุโรป โดยเฉพาะปัญหาหนี้สาธารณะของกรีซที่ลุกลามไปสเปนและอิตาลี ซึ่งทำให้ 2 เดือนแรกของปีนี้มีเงินทุนไหลเข้าไทย 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ อีกทั้งความกังวลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจยุโรปที่มีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก สะท้อนได้จากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ลดลง

ขณะเดียวกัน สศช.จับตาเศรษฐกิจญี่ปุ่นเป็นพิเศษ เพราะเดือน เม.ย.ที่ผ่านมาญี่ปุ่นขาดดุลการค้าเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี จากการนำเข้าน้ำมันที่เพิ่มขึ้น เพราะโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หยุดเดินเครื่องทั้งจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและการปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพื่อซ่อมบำรุง ขณะที่การเปิดเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อีก ครั้งมีมาตรฐานที่เข้มงวดขึ้น

“ญี่ปุ่นเผชิญภาวะเศรษฐกิจเฉื่อย จำเป็นต้องการมี New Growth Strategy เขาต้องไปดูว่าอะไรที่ทำให้เขาแข่งไม่ได้ ต้องปรับปรุงโรงงานนอกประเทศที่เทคโนโลยีแข่งขันไม่ได้ เพื่อให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตอีกครั้งในช่วงทศวรรษใหม่ ท่ามกลางคู่แข่งใหม่ๆ เช่น เกาหลี และจีน ถ้าทำไม่ได้ เขาจะเจอปัญหาโครงสร้างระยะยาว” อาคม กล่าว

สรุปได้ว่า แม้ปี 2555 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ระดับเฉลี่ย 6% แต่เป็นการขยายตัวทางการความเสี่ยงทั้งปัจจัยภายในและนอกประเทศ

ดังนั้น นโยบายการเงินและการคลังต้องเป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่งในระยะยาว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท