
สศช.ส่งสัญญาณกระทุ้ง "แบงก์ชาติ" ลดอัตราดอกเบี้ยฟื้นลงทุนเอกชน
21 พ.ค.ที่ผ่านมา อาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐ กิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกและแนวโน้มปี 2555
21 พ.ค.ที่ผ่านมา อาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐ กิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกและแนวโน้มปี 2555
อาคม บอกว่า ขณะที่เศรษฐกิจไตรมาสแรกก็ฟื้นตัวอย่างอ่อนๆ ที่ 0.3% แม้ทั้งปีมีแนวโน้มว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 5.56.5% แต่มีปัจจัยจากฐานเศรษฐกิจปีที่แล้วขยายตัว 0.1% และการกลับมาผลิตและส่งออกอีกครั้งของอุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังคงขยายตัวที่ 3.43.8%
อาคม ระบุว่า รัฐบาลต้องการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2555 เงินเพื่อฟื้นฟูน้ำท่วม 1.2 แสนล้านบาท และการลงทุนระบบน้ำและสร้างอนาคตของประเทศ 3.5 แสนล้านบาท เพื่อชดเชยการหดตัวของอัตราการเบิกจ่ายงบภาครัฐในไตรมาสแรกที่หดตัว 0.6% โดยเฉพาะการใช้จ่ายเงินลงทุนที่ทำได้ไม่เต็มที่
“นโยบายการเงินและการคลังต้องมีบทบาทในการพยุงเศรษฐกิจ” อาคม ย้ำ
อาคมส่งสัญญาณถึงธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชัดว่า ต้องการให้ดำเนินนโยบายการเงินและอัตราแลกเปลี่ยนที่เอื้อต่อการลงทุนของเอกชน
“อยากเห็นนโยบายการเงินที่ดูแลภาคเศรษฐกิจจริงให้ฟื้นฟูได้ 100% ซึ่งต้องไปถามเอกชนว่าดอกเบี้ยที่ต่ำ แต่ยังไม่ต่ำพอหรือไม่” อาคม ระบุ
แปลความได้ว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ตรึงไว้ที่ระดับ 3% อาจไม่เพียงพอต่อการสนับสนุนการฟื้นตัวให้กลับมาอยู่ที่ 100% หรือกระตุ้นการลงทุนเอกชนที่อยู่ในภาวะ “เฉื่อย” นับแต่หลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ที่อัตราการลงทุนเอกชนต่ำมาก
ธปท. และ กนง.สมควรต้องตัดสินใจคงหรือลดอัตราดอกเบี้ยไปอีกระยะหนึ่ง
โดยเฉพาะในช่วงฟื้นฟูความเสียหายจากน้ำท่วมนั้น อัตราดอกเบี้ยถือเป็นต้นทุนการเงินของเอกชน ในขณะที่เอกชนต้องการการลงทุนเพื่อปรับตัวและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในอนาคต และภาครัฐเองต้องมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่ เช่น ขยายสนามบิน ลงทุนรถไฟ เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์
อาคม ย้ำว่า การเพิ่มขึ้นของราคาในขณะนี้มาจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุน เพราะอัตราการขยายตัวการบริโภคไตรมาสแรกขยายตัวเพียง 2.7% ต่ำกว่าอัตราปกติที่อัตราบริโภคขยายตัว 45% แม้ว่า ธปท.จะมีหน้าที่ดูแลอัตราเงินเฟ้อ แต่ ณ วันนี้เงินเฟ้อไม่ได้มาจากการใช้จ่ายเกินตัว หรืออยู่ในระดับ “Over Heat” แน่นอน
สศช.ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับนโยบายเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ที่มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ที่ใช้แรงงานเข้มข้นอย่างอุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้า เครื่องหนังและสิ่งทอ เป็นต้น
“เราปรับเพิ่มรายได้แรงงาน ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมหดตัวต่อเนื่องมาแล้ว 2 ปี” อาคม กล่าว
ดังนั้น รัฐบาลต้องเร่งรัดมาตรการที่จะช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี สนับสนุนการเพิ่มประสิทธิ ภาพการผลิต เตรียมมาตรการช่วยเหลือแรงงานที่ถูกเลิกจ้างหรือลดชั่วโมงทำงาน และการพิจารณาให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมแก่กลุ่มผู้ประกอบการได้ที่ไม่อยู่ในข่ายได้ประโยชน์จากมาตรการของรัฐ
พร้อมกันนั้น ต้องเร่งแก้อุปสรรคให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม แต่ไม่สามารถเข้าถึงเงินกู้ซอฟต์โลนของ ธปท.ได้ โดยปัจจุบันวงเงินสินเชื่อ 3 แสนล้านบาท แต่ปล่อยกู้จริงไม่ถึง 1% ของสินเชื่อรวม จึงต้องไปดูว่าทำไมเอสเอ็ม อีกู้เงินไม่ได้ ในเมื่อเงินก็ไปอยู่กับธนาคารพาณิชย์แล้ว
นอกจากนี้ รัฐ บาลต้องแก้ไขปัญหาราคาสินค้า เช่น มีมาตรการลดความผันผวนของราคาสินค้าในแต่ละช่วงฤดูกาล ดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคให้สอดคล้องกับสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ลดลง และสร้างความเป็นธรรมตลอดห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ผู้ผลิตวัตถุดิบ พ่อค้าคนกลาง และผู้บริโภค เพราะมีผลต่อค่าครองชีพและอัตราเงินเฟ้อของประเทศ
อาคม ระบุว่า สศช.ยังคงติดตามวิกฤตการณ์หนี้สาธารณะในยุโรป โดยเฉพาะปัญหาหนี้สาธารณะของกรีซที่ลุกลามไปสเปนและอิตาลี ซึ่งทำให้ 2 เดือนแรกของปีนี้มีเงินทุนไหลเข้าไทย 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ อีกทั้งความกังวลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจยุโรปที่มีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก สะท้อนได้จากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ลดลง
ขณะเดียวกัน สศช.จับตาเศรษฐกิจญี่ปุ่นเป็นพิเศษ เพราะเดือน เม.ย.ที่ผ่านมาญี่ปุ่นขาดดุลการค้าเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี จากการนำเข้าน้ำมันที่เพิ่มขึ้น เพราะโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หยุดเดินเครื่องทั้งจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและการปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพื่อซ่อมบำรุง ขณะที่การเปิดเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อีก ครั้งมีมาตรฐานที่เข้มงวดขึ้น
“ญี่ปุ่นเผชิญภาวะเศรษฐกิจเฉื่อย จำเป็นต้องการมี New Growth Strategy เขาต้องไปดูว่าอะไรที่ทำให้เขาแข่งไม่ได้ ต้องปรับปรุงโรงงานนอกประเทศที่เทคโนโลยีแข่งขันไม่ได้ เพื่อให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตอีกครั้งในช่วงทศวรรษใหม่ ท่ามกลางคู่แข่งใหม่ๆ เช่น เกาหลี และจีน ถ้าทำไม่ได้ เขาจะเจอปัญหาโครงสร้างระยะยาว” อาคม กล่าว
สรุปได้ว่า แม้ปี 2555 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ระดับเฉลี่ย 6% แต่เป็นการขยายตัวทางการความเสี่ยงทั้งปัจจัยภายในและนอกประเทศ
ดังนั้น นโยบายการเงินและการคลังต้องเป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่งในระยะยาว







