posttoday
การประมูล 3G อย่างเสรีและเป็นธรรม

การประมูล 3G อย่างเสรีและเป็นธรรม

21 พฤษภาคม 2555

โดย...รุจิระ บุนนาค

โดย...รุจิระ บุนนาค

แม้จะเป็นที่แน่ชัดว่าการประมูลการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G น่าจะเกิดขึ้นภายในช่วงเดือน ก.ย.ต.ค. 2555 แต่สิ่งที่ยังเป็นประเด็นถกเถียงกันอยู่ในแวดวงโทรคมนาคม ขณะนี้เกี่ยวกับการประมูล 3G ที่กำลังจะมีขึ้นก็คือประเด็นเกี่ยวกับจำนวนของผู้รับใบอนุญาต และจำนวนเงินขั้นต่ำประมูลที่จะถูกกำหนดในการประมูล อาจกล่าวได้ว่า ทั้งสองประเด็นต่างมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน เพราะการเลือกใช้วิธีการใดวิธีการหนึ่งในการประมูล ตลอดจนจำนวนเงินขั้นต่ำประมูลที่พอสมควรหรือสูงเกินสมควร ย่อมส่งผลกระทบทั้งในด้านที่ทำให้เกิดความได้เปรียบหรือเสียเปรียบต่อผู้ที่เข้าร่วมประมูลอย่างมีนัยสำคัญ

ในเรื่องของจำนวนผู้รับใบอนุญาต 3G นั้น แต่เดิมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ได้กำหนดให้ใช้หลักการ N1 ซึ่งหมายถึงจำนวนผู้รับใบอนุญาตจะมีจำนวนน้อยกว่าผู้เข้าประมูล 1 ราย เช่น มีผู้เข้าร่วมประมูล 3 ราย แต่จะมีผู้ได้รับใบอนุญาตเพียง 2 ราย หลักการนี้มีข้อดีที่สามารถป้องกันการฮั้วได้ค่อนข้างดี และทำให้ผู้ประกอบการทุกรายที่เข้าร่วมประมูลต้องแข่งกันเพื่อให้ตัวเองเข้าสู่ตลาดก่อน แต่ในอีกด้านหนึ่งเมื่อมีผู้ได้รับใบอนุญาตจำนวนน้อยราย (2 หรือ 1 ราย) อาจทำให้ไม่เกิดการแข่งขันโดยเฉพาะในแง่ของคุณภาพในการให้บริการ อีกทั้งยังอาจนำไปสู่สภาพการผูกขาดในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมได้ ซึ่งในท้ายที่สุดกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบจากสภาวะการผูกขาดที่อาจจะเกิดขึ้นเป็นกลุ่มแรกก็คือ กลุ่มผู้ใช้บริการนั่นเอง

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาทางกฎหมายที่สำคัญตามมาก็คือการใช้หลักการดังกล่าวถือได้ว่า มีความสุ่มเสี่ยงที่จะขัดกับหลักการในกฎหมายตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 47 กฎหมายการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 และกฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 ที่กำหนดให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ต้องควบคุมและกำกับดูแลให้การประกอบกิจการโทรคมนาคมอยู่บนพื้นฐานของการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรม และต้องมิให้มีการกระทำใดที่จะเป็นการกีดกันกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดไม่ให้เข้ามาในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม

ในเรื่องของจำนวนเงินขั้นต่ำประมูลนั้น กทช.ได้เคยกำหนดจำนวนเงินขั้นต่ำประมูลระบบ 3G โดยคิดคำนวณจากมูลค่าคลื่นความถี่ ซึ่งหลังจากได้ทำการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างหลักเกณฑ์การให้ใบอนุญาต 3G เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2553 แล้ว ความเห็นส่วนใหญ่ขณะนั้นเห็นพ้องว่าควรตั้งราคาเริ่มต้นที่ 100% ของมูลค่าคลื่นความถี่ จึงนำไปสู่การกำหนดจำนวนเงินขั้นต่ำประมูลในขณะนั้นไว้ที่ 1.28 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่สูงเกินสมควร ย่อมจะทำให้ผู้เข้าประมูลที่เป็นผู้ให้บริการรายเล็กและไม่มีเงินทุนเพียงพอตกอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบตั้งแต่แรก และกลายเป็นการกีดกันไม่ให้ผู้ประกอบการรายเล็กเข้ามาแข่งขันในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมได้ นอกจากนี้ยังเป็นที่คาดหมายได้ว่าการที่ผู้ประกอบการต้องจ่ายค่าใบอนุญาตในราคาที่สูงจะเป็นเงื่อนไขที่ถูกนำมาเป็นข้ออ้างในการผลักภาระค่าใช้จ่ายดังกล่าวไปสู่กำหนดค่าบริการที่สูงต่อไปด้วย

เมื่อพิจารณาในทางเศรษฐศาสตร์ตลอดจนภาพรวมของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในประเทศแล้ว ผู้ที่เกี่ยวข้องต่างเห็นตรงกันว่าเงินค่าใบอนุญาตที่เก็บเข้ารัฐได้จำนวนมากๆ ไม่ได้เป็นสิ่งสำคัญสูงสุดในการพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ตลอดจนภาพรวมทางเศรษฐกิจของประเทศ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าค่าใบอนุญาตก็คือ การเปิดช่องทางหรือเอื้ออำนวยให้เกิดการนำคลื่นความถี่ ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานอย่างหนึ่งไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อเป็นการสร้างความได้เปรียบในทางเศรษฐกิจทั้งภายในและระหว่างประเทศ ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นให้แก่การลงทุนจากต่างชาติ อันจะนำไปสู่การไหลเข้ามาของเม็ดเงินลงทุนจากภายนอกประเทศที่อาจมากกว่ารายได้จากค่าใบอนุญาตเท่านั้น

ช่วงเวลาที่ผ่านมามีกรรมการ กสทช.บางท่าน ได้ให้ความเห็นที่น่ารับฟังและนำไปขบคิดต่อผ่านทางสื่อมวลชนและวงสัมมนาเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว โดยเฉพาะในเรื่องจำนวนของผู้รับใบอนุญาตว่า หากพิจารณาถึงจำนวนผู้ให้บริการที่พร้อมจะให้บริการระบบ 3G ที่มีอยู่ในปัจจุบัน อาจไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการประมูลแบบ N1 เนื่องจากปริมาณของผู้ประกอบการเท่าที่มีอยู่ขณะนี้มีศักยภาพที่จะสามารถให้บริการได้อยู่แล้ว นอกจากนี้ในส่วนของจำนวนเงินตั้งต้นประมูล แม้ไม่ควรจะน้อยจนรัฐเสียเปรียบ แต่ก็ไม่ควรที่จะสูงเท่าการเปิดประมูล 3G ในครั้งก่อน เนื่องจากในปัจจุบันเทคโนโลยีมีราคาที่ถูกลง อีกทั้งเทคโนโลยี 3G ก็ไม่ใช่ที่หมายสุดท้ายของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยอีกต่อไป เพราะขณะนี้ในต่างประเทศได้เริ่มมีการทดลองและพัฒนาในส่วนของ Long Term Evolution (LTE) หรือระบบ 4G แล้ว

จากสภาพแห่งข้อถกเถียงเกี่ยวกับการประมูลระบบ 3G ที่กล่าวมา ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าคณะกรรมการ กสทช.ต้องการเห็นภาพของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของไทยเป็นอย่างไร ต้องการเน้นที่รายได้จากการประมูลเพื่อนำส่งรัฐ หรือต้องการให้เกิดการแข่งขันในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมอย่างแท้จริงมากกว่ากัน ดังนั้น กสทช.ในฐานะที่เป็นองค์กรที่ควบคุมและกำกับดูแลการประกอบกิจการโทรคมนาคมของประเทศ จำเป็นที่จะต้องยึดเอาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชนโดยเฉพาะผู้ใช้บริการเป็นหลักในการพิจารณาประเด็นดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำว่า “ประโยชน์สูงสุดของประเทศ”

ในกรณีนี้ คงมิได้หมายความเพียงแต่จำนวนเงินที่จะเก็บได้จากค่าใบอนุญาตเท่านั้น แต่ กสทช.ควรที่จะมองไปข้างหน้าถึงสภาพของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในอนาคตที่มีการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม เพราะหากสภาพดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ย่อมจะทำให้ประเทศชาติและผู้ใช้บริการได้ประโยชน์อันถือเป็นสิ่งที่มีค่ามากกว่าเม็ดเงินจากค่าใบอนุญาตเท่านั้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท