posttoday
ยุทธศาสตร์ไทยเพื่อการก้าวสู่ AEC (ตอนที่ 2)

ยุทธศาสตร์ไทยเพื่อการก้าวสู่ AEC (ตอนที่ 2)

21 พฤษภาคม 2555

โดย...เกษมสันต์ วีระกุล

โดย...เกษมสันต์ วีระกุล

จากประสบการณ์ที่ได้เคยมีโอกาสเข้าไปทำงานในฐานะข้าราชการการเมืองกับรัฐบาลที่แล้ว ผมคิดว่าจุดอ่อนประเทศไทยในตอนนี้ก็คือ รัฐบาลไม่มียุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศ มิหนำซ้ำยังไม่มองไปข้างหน้าให้ไกลๆ ด้วยว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างกับประเทศของเรา

ตอนนั้นกรมสรรพากรได้มาพบรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อขอนโยบายที่จะปรับลดอัตราภาษีนิติบุคคล ด้วยเหตุว่าภาคเอกชนเรียกร้องมามาก ซึ่งกรมสรรพากรตอนนั้นก็บอกว่าพอจะลดได้ โดยไม่กระทบการจัดเก็บภาษีเท่าไหร่

ผมก็เลยถามว่า อีกไม่กี่ปีเราจะเข้าสู่ AEC กันแล้ว กรมสรรพากรเตรียมตัวรับมืออย่างไร เพราะผมคิดว่าเราจะคิดแบบเก่า คือ ในแต่ละปีประเทศต้องใช้เงินเท่าไหร่ ก็มาแบ่งๆ กันว่ากรมจัดเก็บ เช่น สรรพากร สรรพสามิต ศุลกากร ต้องจัดเก็บเท่าไหร่ ที่เหลือรัฐวิสาหกิจที่กำไรต้องนำส่งเท่าไหร่ ขาดเหลือเท่าไหร่ก็หาทางกู้เอา นั่นเป็นความคิดแบบเก่า ซึ่งผมบอกว่าวิธีคิดแบบนั้นไม่น่าใช้ได้อีกแล้ว

เมื่อเป็น AEC แล้วประเทศไทยของเราก็เหมือนไม่มีพรมแดนทางเศรษฐกิจ คนที่จะมาค้าขาย มาตั้งบริษัท หรือมาลงทุนในไทย ก็คงต้องเปรียบเทียบอัตราภาษีทั้งหมดของเรา ซึ่งปัจจุบันอัตราภาษีนิติบุคคล บุคคลธรรมดา ของเราค่อนข้างสูงกว่าของประเทศอื่น ขณะที่อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มของเราค่อนข้างต่ำ ผมเลยบอกว่ากรมสรรพากรควรจะได้เตรียมโครงสร้างภาษีระยะยาว ซึ่งมีแนวโน้มสูงว่าต้องลดทั้งอัตราภาษีนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา ขณะเดียวกันภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งมีแนวโน้มว่าต้องปรับให้สูงขึ้นจะเอาอย่างไร

ถ้าไทยไม่ปรับโครงสร้างภาษีอากรให้อยู่ในระดับที่แข่งขันกับประเทศ AEC ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ นอกจากบริษัทต่างชาติจะมาจดทะเบียน ลงทุน หรือค้าขายกับเราไม่มากเท่าประเทศอื่นๆ แล้ว บริษัทของไทยเองก็คงต้องหาทางไปจดทะเบียนบริษัทในประเทศ AEC ที่มีอัตราภาษีต่ำกว่า แม้ว่าบริษัทไทยแห่งนั้นจะยังทำธุรกิจในไทยเหมือนเดิม แต่เขาก็ต้องหาวิธีบริหารภาษีโดยการไปจดทะเบียนบริษัทในประเทศที่ภาษีต่ำกว่าไทย เช่น สิงคโปร์ และก็ไปเสียภาษีที่โน่น

นั่นหมายความว่า พอเราเป็น AEC แล้วนอกจากอัตราภาษีที่สูงกว่าประเทศสมาชิกจะไม่ดึงดูดต่างชาติมาลงทุนแล้ว บริษัทไทยและคนไทยอาจหนีไปต่างประเทศอย่างถูกกฎหมายอีกด้วย

เห็นมั้ยครับว่าไทยเราไม่มีทางเลือกว่าจะลดหรือไม่ลดอัตราภาษี ตรงกันข้ามมันเป็นหมากบังคับให้ต้องลด แต่การปรับลดอัตราภาษีทั้งสองตัวนี้นอกจากจะกระทบการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลอย่างมีนัยสำคัญแล้ว ยังจะมีผลต่อเนื่องต่อนโยบายการส่งเสริมการลงทุนของไทย ซึ่งปัจจุบันยังเน้นการให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีอีกด้วย เพราะเมื่อลดอัตราภาษีไปแล้ว แรงดึงดูดด้านภาษีก็ลดลง แล้วบีโอไอจะทำยังไง ไทยเราพร้อมหรือยังที่จะปฏิรูปแนวทางการส่งเสริมการลงทุนไปสู่การใช้เครื่องมือการส่งเสริมที่ไม่ใช่สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร และส่งเสริมการลงทุนแบบเฉพาะเจาะจงอุตสาหกรรมให้มากกว่านี้หรือไม่ ซึ่งทราบว่าหลายประเทศที่ต่างชาตินิยมไปลงทุนหรือไปจัดตั้งเป็นสำนักงานภูมิภาค เขาใช้มาตรการส่งเสริมการลงทุนแบบไม่ใช่สิทธิประโยชน์ทางภาษีกันอยู่และได้ผลดีเสียด้วย

ที่สำคัญ ผมถามต่ออีกว่า นี่เรากำลังเปรียบเทียบกับโครงสร้างภาษีในปัจจุบันของประเทศคู่แข่งนะครับ เรารู้ได้ยังไงว่าเขาจะไม่ลดภาษีลงอีกเพื่อให้ประเทศเขาได้ประโยชน์สูงสุดเมื่อเป็น AEC กันแล้ว และนั่นเองที่ทำรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังสมัยนั้นได้ผลักดันให้ให้กระทรวงการคลังเร่งจัดทำบลูพรินต์ของโครงสร้างภาษีอากรของประเทศขึ้น เพื่อมองไปไกลๆ ข้างหน้าว่า เมื่อมี AEC แล้วโครงสร้างภาษีอากรจะเป็นอย่างไร ซึ่งก่อนพวกเราจะพ้นจากตำแหน่ง กระทรวงการคลังก็มีบลูพรินต์ของโครงสร้างภาษีไว้แล้ว

แต่การปรับโครงสร้างภาษีอย่างเดียวยังไม่พอนะครับ เราต้องลงทุนโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอีกอย่างน้อย 5.5 ล้านล้านบาท ภายใน 10 ปี นี่แค่จะทำให้เรามีโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานดีระดับเดียวกับประเทศคู่แข่งนะครับ แค่ทำให้เราดีเท่า ไม่ได้ทำให้เราดีกว่าเขาด้วยซ้ำไป ถ้าหากสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของไทยไม่ดีพอ จะทำให้ต้นทุนทางด้านโลจิสติกส์ของไทยสูงกว่าคู่แข่ง ลดความสามารถการแข่งขันของประเทศครับ

ภาษีนิติบุคคลกับภาษีบุคคลธรรมดาต้องลด ภาษีมูลค่าเพิ่มก็ขึ้นไม่ได้ เงินลงทุนในโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานก็ยังต้องใช้อีกมากแล้ว รัฐบาลจะเอาเงินจากที่ไหนมาลงทุน

คำตอบสำเร็จรูปที่คนส่วนใหญ่ตอบก็คือ ให้เอกชนมาร่วมลงทุน แบบที่เรียกว่า Public Private Participation หรือ PPP คือ รัฐบาลลงทุนบางส่วน เอกชนลงทุนบางส่วน แต่เอกชนไม่ว่าจะไทยหรือเทศ เขาจะตัดสินใจมาร่วมลงทุนกับรัฐบาลไทย ก็ต่อเมื่อเขามีความชัดเจนว่าไทยเราจะก้าวไปทางไหน หรือพูดแบบวิชาการหน่อยก็คือ เรามียุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศเมื่อเราเข้าสู่การเป็น AEC อย่างไร?

ผมก็มีคำถามต่ออีกว่า ประเทศไทยของเรามียุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศ ในการเดินไปข้างหน้าชัดเจน หรือไม่เพียงใด มีใครตอบผมได้ชัดๆ มั้ยครับ ว่าเราจะวางตำแหน่งของประเทศเราไว้ตรงไหนบนแผนที่การแข่งขัน AEC และเวทีโลก ผมสงสัยกระทั่งว่าในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไม่น่าจะมีเรื่องการเตรียมตัวเข้าสู่ AEC

ในตอนต่อๆ ไป ผมจะขออนุญาตเขียนแนวคิดเรื่องยุทธศาสตร์ของไทยในการก้าวเป็น AEC ให้ท่านผู้อ่านได้ลองนำไปคิดและยินดีแลกเปลี่ยนความเห็นได้ที่ [email protected] นะครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท