
บจ.กำไรรวม2แสนล.
บจ.โกยกำไรรวม 2.12 แสนล้าน ไตรมาสแรกลด 5% ขายดีแต่มาร์จินทรุด “เหล็ก” ยอมรับทั้งปีขอแค่ทรงตัว
บจ.โกยกำไรรวม 2.12 แสนล้าน ไตรมาสแรกลด 5% ขายดีแต่มาร์จินทรุด “เหล็ก” ยอมรับทั้งปีขอแค่ทรงตัว
นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ในไตรมาสแรก ปี 2555 บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (บจ.) มีกำไรสุทธิรวม 212,318 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสแรกปีก่อน 5.09% แต่เพิ่มขึ้นถึง 197.33% จากไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา ที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่
ผู้จัดการตลาด กล่าวว่า ในไตรมาสแรกปีนี้ บจ.มียอดขายรวม 2,501,279 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 18.64% จากการเติบโตของทุกอุตสาหกรรม แต่ความสามารถในการทำกำไรกลับลดลง อัตรากำไรขั้นต้น (มาร์จิน) และอัตรากำไรสุทธิลดลงจาก 20.42% เป็น 17.85% และ 10.54% เป็น 8.48% ตามลำดับ ขณะเดียวกันใกล้เคียงกับไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา
แนวโน้มผลงานไตรมาส 2 นายจรัมพร กล่าวว่า ต้องคอยติดตามความสามารถในการทำกำไร เพราะตั้งแต่ไตรมาส 2 ของปีที่ผ่านมา
บจ.ส่วนใหญ่มีต้นทุนขายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีผลประกอบการไตรมาสแรกออกมาย่ำแย่มาก อาทิ กลุ่มเหล็ก ซึ่งหลายบริษัทถึงกับขาดทุนหนัก ผู้ประกอบการต่างยอมรับว่าส่วนหนึ่งเกิดจากการขาดทุนจากสต๊อกเหล็ก
ทางด้านบริษัท ไทยรับเบอร์ลาเท็คซ์คอร์ปอร์เรชั่น (TRUBB) ซึ่งพลิกล็อกไตรมาสแรกขาดทุนสุทธิ 25.61 ล้านบาท พลิกจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 255.01 ล้านบาทนั้น นายวรเทพ วงศาสุทธิกุล ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวว่า สาเหตุสำคัญเกิดจากราคายางพาราปรับตัวลดลงค่อนข้างมากจากระดับ 150 บาทต่อกิโลกรัม เหลือ 100 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ขาดทุนสต๊อก
นอกจากนี้ ภาวะเศรษฐกิจจีน สหรัฐ และยุโรป ที่ซบเซาลงทำให้บริษัทส่งออกได้ลดลง
“ผลประกอบการที่ออกมาไม่ดี ทำให้เราต้องปรับกลยุทธ์ใหม่ โดยจะหันมาขยายตลาดในประเทศและตลาดมาเลเซียมากขึ้น โดยจะลดสัดส่วนการส่งออกไปจีนจาก 30% เหลือ 20% คงสัดส่วนที่มาเลเซียไว้ 30% และเพิ่มสัดส่วนในประเทศจาก 40% เป็น 50% เพื่อบรรเทาผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่ค่อยดีนัก” นายวรเทพ กล่าว
นอกจากนี้ ได้เรียกร้องให้ภาครัฐลดการจัดเก็บเงินกองทุนสงเคราะห์สวนยางจาก 5 บาทต่อกิโลกรัม เหลือ 1.4 บาทต่อกิโลกรัม เพราะทำให้ต้นทุนราคายางของผู้ประกอบการสูงขึ้น จนไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้
ทั้งนี้ มั่นใจว่าตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป ผลประกอบการของบริษัทจะเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เพราะราคายางพาราผันผวนลดลง โดยในปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายรวม 2 หมื่นล้านบาท โตขึ้นจากปีก่อน 30% โดยหากเศรษฐกิจโลกไม่รุนแรงอย่างที่คาดการณ์ไว้ คาดว่าในช่วงที่เหลืออีก 3 ไตรมาสของปีนี้ บริษัทน่าจะทำได้ตามเป้าที่วางไว้
บริษัท เอเชียกรีน เอนเนอจี (AGE) ก็มีผลงานแย่เกินคาด ไตรมาสแรกพลิกเป็นขาดทุน 76 ล้านบาท จากกำไร 74 ล้านบาท ในช่วงไตรมาสแรกปีก่อน
นายสมยศ ฐิติสุริยารักษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ AGE กล่าวว่า บริษัทได้ตั้งสำรองขาดทุนสต๊อกถ่านหิน 77.68 ล้านบาท หลังจากราคาถ่านหินปรับตัวลดลงจาก 120 เหรียญสหรัฐต่อตัน ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2554 เหลือ 90 เหรียญสหรัฐต่อตัน ในช่วงไตรมาสแรก โดยการขาดทุนดังกล่าวเป็นเพียงตัวเลขทางบัญชีเท่านั้น ไม่ได้มีผลต่อกระแสเงินสดแต่อย่างใด
สำหรับแนวโน้มไตรมาส 2 คาดว่าจะฟื้นตัวดีขึ้น แต่คงไม่มาก เพราะยอดขายทรงตัวตามความต้องการใช้ถ่านหินในประเทศจีนลดลง ขณะที่ราคาขายก็ทรงตัวจากไตรมาสก่อน แต่หากราคาถ่านหินยังปรับตัวลดลงบริษัทอาจต้องตั้งสำรองสต๊อกเพิ่มขึ้นอีก แต่คิดเป็นสัดส่วนไม่สูงมาก เพราะในช่วงไตรมาสแรกได้ตั้งสำรองไปพอสมควรแล้ว
อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ของปีนี้ ผลประกอบการจะเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยอาจมียอดขายถ่านหินประมาณไตรมาสละ 1,500-2,000 ล้านบาท จากช่วงไตรมาสแรกที่มียอดขายเพียง 1,100 ล้านบาท เนื่องจากเข้าสู่ฤดูกาลใช้ถ่านหินและบริษัทเพิ่งเซ็นสัญญาขายถ่านหินให้กับลูกค้ารายใหม่







