
กองทุนฟื้นฟูขาดเงินจ่ายหนี้6พันล้าน
กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯคาดขาดเงินชำระหนี้ดอกเบี้ยในปี56 อีก 6,000 ล้านบาท ยันเตรียมเงินสำรองไว้รองรับแล้ว
กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯคาดขาดเงินชำระหนี้ดอกเบี้ยในปี56 อีก 6,000 ล้านบาท ยันเตรียมเงินสำรองไว้รองรับแล้ว
นางพวงทิพย์ ปรมาพจน์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายจัดการกองทุน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะผู้จัดการกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน(กองทุนฟื้นฟูฯ) กล่าวว่า จากการประเมินวงเงินดอกเบี้ยเงินกู้ที่เหลืออยู่ประมาณ 1.1 ล้านล้านบาทของกองทุนฟื้นฟูฯ ตามพระราชกำหนด(พรก.)การปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้ เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ พ.ศ.2555 ที่กองทุนฟื้นฟูฯมีภาระต้องชำระดอกเบี้ยและเงินต้นเองหลังรับโอนมาจากคลัง ตั้งแต่เดือนต.ค.นี้เป็นต้นไปหรือ 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้นั้น คาดว่าวงเงินดอกเบี้ยที่ต้องชำระจะอยู่ที่ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท หรือมากกว่านี้เล็กน้อย ไม่น่าจะมีปัญหาน่าจะหาเงินได้เพียงพอกับที่ต้องชำระ
ส่วนปีหน้าซึ่งเป็นปีแรกที่เราต้องรับภาระเองทั้งปี ถ้าดูจากรายได้ที่จะเข้ามาจาก ทั้งจากเงินค่าธรรมเงินฝาก 0.46% ที่คาดว่าจะได้ปีละ 1 หมื่นกว่าล้านบาท และการบริหารสินทรัพย์ของกองทุนฟื้นฟูฯเองในแต่ละปีแล้วที่มีรายได้อีกก้อนหนึ่ง คิดว่าเมื่อเทียบกับยอดที่จะจ่ายแล้ว ยังขาดรายรับอยู่อีกประมาณ 6,000 ล้านบาท ที่ต้องไปหามาจ่ายดอกเบี้ยให้ผู้ที่ถือพันธบัตรที่จะครบกำหนดให้พอ
"เรื่องนี้ไม่มีปัญหาเพราะเราเตรียมเงินสำรองไว้แล้วประมาณ 1 หมื่นล้านบาท คิดว่าอย่างน้อยในช่วง 2 ปีนี้ คงไม่ต้องห่วงเรื่องการหาเงินมาชำระดอกเบี้ย เพราะมีเพียงพอแน่นอน เนื่องจากเงินที่ได้จากค่าธรรมเนียมเงินฝากงวดเดือนก.ค.ปีนี้น่าจะเพิ่มขึ้นจากฐานเงินฝากที่มากขึ้น บวกกับเงินอีกก้อนที่เก็บสะสมไว้ก็น่าจะพอ"นางพวงทิพย์กล่าว
นางพวงทิพย์ กล่าวว่า แนวโน้มดอกเบี้ยปลายปีนี้จะเป็นขาขึ้นจนทำให้กองทุนฟื้นฟูฯมีภาระดอกเบี้ยเพิ่มหรือไม่ ยังไม่ประเมินชัดเจน แต่ถึงภาระดอกเบี้ยจ่ายจะเพิ่มขึ้นบ้าง ก็คิดว่าจะรับภาระไหว เพราะเมื่อประเมินรายได้และรายจ่ายแล้ว คาดว่าภาระที่กองทุนฟื้นฟูฯรับมาน่าจะดูแลได้ ดังนั้น กองทุนฟื้นฟูฯ จึงยังไม่มีนโยบายหรือมีแนวคิดที่จะขายสินทรัพย์ที่มีอยู่ในมือขณะนี้ โดยเฉพาะหุ้นที่ถือยู่ในธนาคารกรุงไทยออกไป
ขณะที่บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์(บสก.) ที่กองทุนฟื้นฟูฯถือหุ้นอยู่ก็กำลังอยู่ระหว่างการทำร่างเงื่อนไขสัญญา (ทีโออาร์) นำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ คาดว่าในเดือนมิ.ย.ปีนี้จะสามารถจ้างที่ปรึกษาทางการเงิน เพื่อเร่งดำเนินการนำหุ้นเข้าขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ต่อไป







