
รัฐเร่งแก้กฎหมายฟอกเงินก่อนสินปีนี้
รองนายกรัฐมนตรีเร่งแก้กฎหมายฟอกเงิน หวังต่างชาติถอนแบ็คลิตส์ไทยเป็นเมืองอันตรายแหล่งฟอกเงิน
รองนายกรัฐมนตรีเร่งแก้กฎหมายฟอกเงิน หวังต่างชาติถอนแบ็คลิตส์ไทยเป็นเมืองอันตรายแหล่งฟอกเงิน
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวว่า รัฐบาลตระหนักถึงความปัญหาที่คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงินเกี่ยวกับการฟอกเงิน หรือ แฟตเอฟ ได้ขึ้นบัญชีดำประเทศไทย เนื่องจากไม่ได้ปฏิบัติตามคำแนะนำเรื่องการปราบปรามการฟอกเงิน และการให้ทุนสนับสนุนการก่อการร้าย โดยเอฟเอทีเอฟต้องการให้ประเทศไทยมีมาตรการสกัดการสนับสนุนทางการเงินให้กลุ่มก่อการร้าย รวมถึงเพิ่มความเข้มงวดในการฟอกเงิน การตรวจสอบและการอายัดทรัพย์สินให้ชัดเจน
รมว.คลัง กล่าวว่า ในเวลานี้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ได้นำร่างแก้ไขพระราชบัญญัติการป้องกันการฟอกเงิน และพระราชบัญญัติต่อต้านการก่อการร้าย เสนอเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรีแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่คาดว่าจะแล้วเสร็จและมีผลบังคับภายในปีนี้ ซึ่งจะทำให้แฟตเอฟ เข้าใจและความกังวลเรื่องการฟอกเงินในไทยมากขึ้น
ขณะที่ นายสุภัค ศิวะรักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า การผลักดันแก้ไขกฏหมายของรัฐบาลจะส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ระบบการเงินของประเทศ แต่คาดว่าแม้จะมีการแก้ไขกฏหมายสำเร็จในปีนี้ แต่ชื่อของประเทศไทยก็จะยังคงอยู่ในบัญชีดำต่อไป จนกว่าจะมีการประชุมคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงินเกี่ยวกับการฟอกเงินในปีหน้า
อย่างไรก็ตามในเวลานี้ยังไม่พบว่าการอยู่ในบัญชีดำจะส่งผลกระทบกับการทำธูรกิรรมทางการเงินมากนัก แต่เชื่อว่าหากไม่มีการแก้ไขโดยเร็ว อาจส่งผลให้การทำธุรกรรมทางการเงินกับต่างประเทศในอนาคตมีความล่าช้าได้
ด้านนายเดชา ตุลานันท์ รองประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ความตั้งใจจริงของภาครัฐที่จะเร่งผลักดันให้กฎหมายฟอกเงินมีผลบังคับใช้ภายในสิ้นปีนี้ จะส่งผลต่อการตัดสินใจของ แฟตเอฟ ในการถอดไทยออกจากบัญชีเฝ้าระวังได้ และส่งผลให้ทั่วโลกมีความมั่นใจสถาบันการเงินของไทยมากขึ้น โดยในส่วนของธนาคารกรุงเทพ ได้จัดทำระบบไอที เพื่อตรวจสอบเงินเข้า-ออกของลูกค้าว่ามีความผิดปกติ หรือมีการฟอกเงินหรือไม่







