posttoday
ระบบบำเหน็จบำนาญของเรายั่งยืนเท่าใด

ระบบบำเหน็จบำนาญของเรายั่งยืนเท่าใด

15 พฤษภาคม 2555

โดย...ธีระ ภู่ตระกูล

โดย...ธีระ ภู่ตระกูล

มันเป็นจินตนาการของผมไปเองหรือเปล่าว่าเมื่อประชาชนต้องการอะไรจากรัฐบาล ประชาชนต้องเดินขบวนประท้วง ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เราคงได้เห็นการประท้วงของกลุ่มคนจากหลายสีมากเกินพอแล้ว ในเดือน มี.ค.ของปีนี้ ข้าราชการที่เป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ได้ประท้วงเพื่อขอเพิ่มบำเหน็จบำนาญ ส่วนตัว ผมไม่เห็นด้วยกับวิธีการบังคับเช่นนี้ แต่ผมก็เห็นใจกับชะตากรรมของกลุ่มบุคคลดังกล่าว โดยธรรมชาติเงินเดือนของข้าราชการก็จะต่ำกว่าของภาคเอกชนอยู่แล้ว และ “Replacement Rate” ซึ่งเป็นศัพท์การวางแผนทางการเงิน หรือสัดส่วนของเงินของกลุ่มบุคคลดังกล่าวที่จะได้รับในรูปแบบของเงินบำเหน็จบำนาญ ก็ถือว่าต่ำกว่าที่จะอุปถัมภ์ค้ำชูชีวิตหลังเกษียณได้ ถึงแม้ว่าสมาชิก กบข.จะได้รับทุกอย่างตามที่เรียกร้อง ก็จะเปรียบเสมือนกับการจัดเก้าอี้บนระเบียงของเรือ Titanic กล่าวคือ ในสภาพของระบบบำเหน็จบำนาญในปัจจุบัน ซึ่งประกอบด้วย อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ จำนวนประชากรสูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น และแผนการลงทุนที่ยุ่งยาก การเกษียณของหลายคนก็จะเป็นเพียงแค่ความฝันแบบลมๆ แล้งๆ เท่านั้น

ประเทศไทยไม่ใช่เป็นประเทศเดียวที่ต้องเผชิญกับปัญหาดังกล่าว ประเทศส่วนมากกำลังหาวิธีแก้ไขผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจจากจำนวนประชากรสูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น ผลคือ ระบบบำเหน็จบำนาญกำลังถูกพิจารณาให้ละเอียดขึ้นกว่าแต่ก่อน ผลการศึกษาร่วมระหว่าง Australian Centre for Financial Studies กับ Mercer ได้ปรากฏดัชนี The Melbourne Mercer Global Pension Index เพื่อใช้ในการประเมินระบบบำเหน็จบำนาญใน 16 ประเทศรอบโลก เป็นที่น่าสนใจว่า ยังไม่มีประเทศใดได้คะแนนเต็ม แต่เนเธอร์แลนด์และออสเตรเลีย เป็นสองประเทศที่มีคะแนนสูงสุด ในขณะที่ประเทศญี่ปุ่น อินเดีย และจีน ทำคะแนนไม่ดีนัก ดัชนีหลักที่มีสามดัชนีย่อยตามสัดส่วนต่อไปนี้ : ดัชนีความเพียงพอ Adequacy (40%) ดัชนีการพัฒนาอย่างยั่งยืน Sustainability (35%) และดัชนีความซื่อสัตย์ Integrity (25%)

วัตถุประสงค์หลักของระบบเงินบำนาญใดๆ คือ การให้รายได้เกษียณที่เพียงพอ ดังนั้นดัชนีย่อย Adequacy จึงได้น้ำหนักมากที่สุดและพิจารณาหัวข้อหลัก เช่น การสนับสนุนทางภาษี การออกแบบผลประโยชน์ และระดับสัดส่วนของสินทรัพย์เสี่ยง ดัชนีย่อยยั่งยืน Sustainability วัดความยั่งยืนในระยะยาวของระบบการเกษียณอายุในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของปัญหาประชากรสูงอายุและหนี้ภาครัฐที่เพิ่มขึ้นในอัตราส่วนที่น่าเป็นห่วงในหลายประเทศ ดัชนีย่อยที่สาม Integrity จะพิจารณาบทบาทของการควบคุมและการกำกับดูแล ครอบคลุมถึงการป้องกันและการสื่อสารให้กับสมาชิกผู้เข้าร่วมระบบบำนาญ

แม้ว่าประเทศไทยไม่ได้ถูกรวมอยู่ในการสำรวจครั้งนี้ แต่น่าจะมีความสนใจอย่างมากในการจัดอันดับของเราเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศอื่นๆ จริงอยู่ไม่มีระบบบำเหน็จบำนาญใดที่เหมาะสมสำหรับทุกประเทศ แต่มีคุณสมบัติและลักษณะบางอย่างของระบบบำเหน็จบำนาญที่สามารถนำมาใช้ เพื่อเพิ่มสิทธิประโยชน์ เพิ่มความมั่นคงของระบบในอนาคต และเพิ่มความเชื่อมั่นของสังคม ความท้าทายที่เหมือนกันในทุกระบบ คือ

การเพิ่มอายุเกษียณ ให้เทียบเท่ากับอายุคาดเฉลี่ย (Life Expectancy) ที่เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน และการทำงานจนอายุ 65 หรือ 70 จะเป็นเรื่องปกติในอนาคต

ยกระดับมาตรฐานของการออมทั้งในระบบบำเหน็จบำนาญและนอกระบบให้สูงขึ้น คนส่วนใหญ่มักจะไม่อดออมสำหรับอนาคต ถ้าไม่มีการบังคับหรือการลงทะเบียนสมาชิกภาพกองทุนสำรองเลี้ยงชีพโดยอัตโนมัติ

การเพิ่มสัดส่วนของสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น ในระบบบำเหน็จบำนาญให้มากขึ้น ขณะนี้สินทรัพย์โดยรวมของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่จดทะเบียนในประเทศไทยมีหุ้นเพียง 10%

ลดการรั่วไหลจากระบบเงินออมก่อนที่จะเกษียณอายุของแต่ละบุคคล สินเชื่อส่วนบุคคล โดยใช้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นหลักประกันอาจต้องมีการทบทวนอีกครั้ง

ส่งเสริมความหลากหลายให้มากขึ้นในการจัดหารายได้หลังเกษียณ อย่างน้อยส่วนหนึ่งของผลประโยชน์สะสมควรจะรวมถึง Annuities

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท