posttoday
แหยงเงินเฟ้อพุ่งมากกว่าจีดีพี

แหยงเงินเฟ้อพุ่งมากกว่าจีดีพี

15 พฤษภาคม 2555

ธปท.กังวลต่อแรงกดดันที่สูงเศรษฐกิจไทยเดินหน้าฝ่าคลื่น

ธปท.กังวลต่อแรงกดดันที่สูงเศรษฐกิจไทยเดินหน้าฝ่าคลื่น

ธปท.ยอมรับสถานการณ์เศรษฐกิจขณะนี้ ห่วงแรงกดดันของเงินเฟ้อมากกว่าปัญหาการเติบโตของเศรษฐกิจ

นายทรงธรรม ปิ่นโต ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจมหาภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า แรงกดดันเงินเฟ้อปีนี้เพิ่มขึ้นมาต่อเนื่อง 3 เดือนแล้ว ตั้งแต่เดือน ม.ค.มี.ค. ซึ่งการที่เงินเฟ้อมาชะลอลงในเดือน เม.ย.ก็น่าจะลดความตกใจของประชาชนผู้บริโภคได้บ้าง ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ชะลอลงน่าจะเป็นผลมาจากราคาอาหารสดที่มีสัดส่วนถึง 1 ใน 3 ของตะกร้าเงินเฟ้อชะลอลง และเมื่อบวกกับราคาพลังงานก็มีสัดส่วนรวมกันถึง 50% ทำให้เงินเฟ้อชะลอลงบ้างและยังต้องติดตามดูด้วยว่า เงินเฟ้อในเดือน พ.ค.จะปรับเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่

“จากสถานการณ์เงินเฟ้อที่มีแรงกดดันเพิ่มขึ้น ทำให้ตอนนี้เราค่อนข้างให้ความสำคัญ ให้น้ำหนักในการดูแลเงินเฟ้อมากกว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) และเป็นส่วนหนึ่งในการปรับคาดการณ์จีดีพีขึ้นเป็น 6% เพราะแรงกดดันเงินเฟ้อส่วนหนึ่งมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วย สะท้อนได้จากการผลิตในภาคอุตสาหกรรมโตขึ้น ขณะเดียวกันอุปสงค์ก็มีเพิ่มมา ทำให้เศรษฐกิจยังขับเคลื่อนต่อไปได้ แต่ถ้าแรงกดดันเงินเฟ้อมีแนวโน้มจะสูงเกินกรอบเป้าหมาย ทางคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงมีแนวทางในการดูแลอยู่แล้ว” นายทรงธรรม กล่าว

นายทรงธรรม กล่าวว่า ภาวะขณะนี้เศรษฐกิจยังมีแรงขับเคลื่อนให้เติบโตได้ต่อเนื่อง เพราะองค์ประกอบหลายส่วนฟื้นตัวได้ปรับดีขึ้น เช่น ภาคการส่งออกเดิมในไตรมาสแรกปีนี้ที่เคยโตติดลบอยู่ประมาณ 4% แต่ถึงจะติดลบก็ปรับดีขึ้น สะท้อนภาวะที่ดีขึ้นของเศรษฐกิจ ส่วนผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลก จากการที่เศรษฐกิจยุโรปมีปัญหานั้น ธปท.มองว่าผลกระทบจากปัญหากรีซมีปัญหาหนี้สาธารณะสูงคงกระทบไม่มากนัก ส่วนปัญหาที่ต่อเนื่องมาที่สเปนถึงเศรษฐกิจสเปน แต่ปัญหาของสเปนไม่ได้หนักเหมือนกรีซหนี้สาธารณะยังไม่สูงมาก โอกาสจะสร้างปัญหารุนแรงมีไม่มากนัก จึงไม่น่าห่วงมาก แต่ต้องติดตามใกล้ชิด

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา ธปท.ได้เชิญนักลงทุนและตัวแทนสถาบันการเงินมารับฟังข้อมูลภาวะเศรษฐกิจและการเงินไทย รวมถึงภาวะเงินเฟ้อและการคาดการณ์

ขณะที่นางสุชาดา กิระกุล รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. กล่าวว่า การดำเนินการเก็บค่าธรรมเนียมเงินฝากและตั๋วฝากเงิน (บี/อี) ในอัตรา 0.46% ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เพื่อนำเงินไปชำระหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ นั้น ในงวดแรกจะเริ่มคิดค่าธรรมเนียมจากฐานเงินฝากหลังวันที่ 27 ม.ค.ปีนี้ ซึ่งเป็นวันที่ พ.ร.ก.ปรับปรุงหนี้ฯ มีผลบังคับใช้ โดยเบื้องต้นคาดว่าเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวจะเก็บได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากฐานเงินฝากและตั๋วบี/อี ในปัจจุบันโตมากกว่าที่เคยประมาณการไว้ที่ 45% แล้ว โดยน่าจะเพียงพอที่จะเริ่มชำระหนี้ได้เอง

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ