
อุตฯการพิมพ์ขึ้นราคา10-15%
กลุ่มอุตฯ การพิมพ์ปรับขึ้นราคาสินค้า พ.ค.นี้ 10-15% แจงเหตุแบกภาระต้นทุนค่าจ้างน้ำมัน ค่าไฟฟ้าไม่ไหว
กลุ่มอุตฯ การพิมพ์ปรับขึ้นราคาสินค้า พ.ค.นี้ 10-15% แจงเหตุแบกภาระต้นทุนค่าจ้างน้ำมัน ค่าไฟฟ้าไม่ไหว
นายเกรียงไกร เธียรนุกูล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ต้นทุนการผลิตของกลุ่มอุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์สูงขึ้น จากภาระการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน
ต้นทุนราคาน้ำมันก็เพิ่มขึ้น ทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย และยังมีเรื่องการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น 1015% โดยผู้ประกอบการจะเริ่มเจรจากับลูกค้าขอทยอยปรับขึ้นในช่วงเดือน พ.ค.นี้ เป็นต้นไป
ด้านภาพรวมตลาดการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ภายในประเทศปีนี้ ถ้าไม่มีปัจจัยลบอย่างปัญหาน้ำท่วมเหมือนปีที่ผ่านมา ก็คาดว่าปีนี้จะโตขึ้นจากปีก่อน 7-10% ที่มีมูลค่ารวม 3 แสนล้านบาท
นายเกรียงไกร กล่าวด้วยว่า โรงงานสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์เริ่มกลับมาฟื้นกำลังการผลิตแล้ว 6070% หลังชะงักไปช่วงน้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมา ทำให้ยอดคำสั่งซื้อ (ออร์เดอร์) ทยอยกลับมาเหมือนเดิม ส่วนการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน แม้ว่าจะกระทบต่อผู้ประกอบการโดยตรง แต่ก็น่าจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศให้เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการจับจ่ายใช้สอยในกลุ่มอาหาร จะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมด้วย
สำหรับยอดการส่งออกของสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ปี 2555 ก็คาดว่าจะโตขึ้น 10% จากปีก่อนที่มีมูลค่า 6 หมื่นล้านบาท โดยประเทศไทยส่งออกสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์เป็นอันดับ 1 ในอาเซียน รองลงมาคือ สิงคโปร์ มาเลเซียและอินโดนีเซีย
“เชื่อมั่นว่าการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 จะเป็นประโยชน์ต่ออุตสาห กรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ เพราะจะทำให้มีตลาดใหญ่ขึ้น โดยตั้งเป้าว่าเมื่อเข้าสู่เออีซีจะทำให้ยอดส่งออกของอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 1 แสนล้านบาทได้” นายเกรียงไกร กล่าว
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังมีความเป็นห่วงเรื่องราคาสินค้าที่แพงมากขึ้น จนอาจทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องควบคุมราคาสินค้าไม่ให้เกิดการฉวยโอกาสปรับมากเกินต้นทุนจริงที่ปรับขึ้นไป







