
รัฐธรรมนูญกับหลักประกันสิทธิของผู้ต้องหา
โดย...รุจิระ บุญนาค
โดย...รุจิระ บุญนาค
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ผ่านมาหลายฉบับ ส่วนใหญ่มักจะมีบทบัญญัติที่เป็นการให้หลักประกันแก่บุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดทางอาญา อันได้แก่หลักที่ว่า “ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ โดยไม่มีกฎหมาย” (Nullum Crimen Nulla Poena Sine Lege) ที่กำหนดว่า การจะลงโทษบุคคลในทางอาญาได้นั้น จะต้องมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่กำหนดไว้ชัดเจนว่าการกระทำใดที่ถือเป็นความผิดอาญา อีกทั้งยังต้องกำหนดประเภทหรือลักษณะของโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำผิดด้วย
สิ่งที่มักตามมาเสมอกับหลักประกันดังกล่าวก็คือ ข้อสันนิษฐานในคดีอาญาที่ว่า ผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด จนกว่าจะได้มีการพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐานให้เห็นอย่างสิ้นข้อสงสัยว่าบุคคลนั้นได้กระทำความผิดอาญาจริง
เมื่อช่วงปลายเดือน มี.ค. 2555 มีข่าวเล็กๆ เกี่ยวกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเรื่องหนึ่ง ซึ่งศาลฎีกาได้ส่งคำร้องโต้แย้งของจำเลยในคดีอาญาที่ถูกศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาว่ามีความผิดและต้องถูกลงโทษตามพระราชบัญญัติขายตรง พ.ศ. 2545 มาให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า บทบัญญัติในมาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติขายตรงดังกล่าว ที่บัญญัติว่า “ในกรณีที่ผู้กระทำผิดซึ่งต้องรับโทษตาม พ.ร.บ.นี้เป็นนิติบุคคล ให้กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้น ต้องรับโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นๆ ด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนในการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้น” ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 39 วรรคสอง มาตรา 40(5) ประกอบมาตรา 30 หรือไม่
ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า การบัญญัติกฎหมายที่ให้ถือว่าตัวแทนของนิติบุคคลเป็นผู้กระทำผิดและถูกลงโทษ ในกรณีที่นิติบุคคลเป็นผู้กระทำผิด โดยโจทก์ไม่ต้องนำสืบให้ศาลเห็นว่ากรรมการหรือตัวแทนของนิติบุคคลได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการกระทำผิดของนิติบุคคลอย่างไรนั้น จึงถือเป็นการที่บทบัญญัติในกฎหมายขายตรงนั้นได้สันนิษฐานไว้เสียก่อนแล้วว่า กรรมการของนิติบุคคลเป็นผู้กระทำผิด ต้องถูกลงโทษโดยไม่ต้องมีการพิสูจน์ความผิด อันเป็นข้อสันนิษฐานที่ขัดหรือแย้งต่อหลักประกันในสิทธิของผู้ต้องหาหรือจำเลยตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ที่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด บทบัญญัติในมาตรา 54 ของกฎหมายขายตรงดังกล่าว จึงถือเป็นบทบัญญัติที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งตามมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญได้บัญญัติให้ใช้บังคับมิได้
อาจกล่าวได้ว่า ความจำเป็นที่รัฐต้องออกกฎหมายขายตรงดังกล่าวมาบังคับใช้ ก็เพื่อเป็นการเข้ามาให้การคุ้มครองแก่ประชาชน ที่ก่อนหน้านั้นต้องได้รับผลกระทบจากการที่ผู้ทำธุรกิจขายตรงบางรายหลอกลวงให้เข้ามาในระบบขายตรง โดยอ้างว่าสินค้าของตนมีคุณภาพดี สามารถทำตลาดได้และจะสร้างรายได้ให้จำนวนมาก โดยผู้เข้าร่วมต้องเสียเงินค่าสมัครสมาชิกและต้องซื้อสินค้าไปใช้ตามจำนวนที่กำหนดก่อนจึงจะสามารถทำการขายได้ แต่ปรากฏว่าเมื่อเริ่มดำเนินการจริงกลับกลายเป็นรูปแบบที่ให้ผู้เข้าร่วมไปทำการหาสมาชิกในลักษณะเดียวกับตนเอง ซึ่งสมาชิกใหม่ก็ต้องเสียค่าสมาชิกและซื้อสินค้าไปใช้ตามจำนวนที่กำหนดและไปทำการหาสมาชิกอื่นต่อไปในลักษณะที่เป็นเครือข่าย โดยเจ้าของสินค้าตกลงจะให้ผลประโยชน์ตอบแทนจากการหาผู้เข้าร่วมดังกล่าวตามจำนวนของผู้เข้าร่วมเครือข่ายที่เพิ่มขึ้น
ลักษณะที่สำคัญอีกประการหนึ่งของธุรกิจขายตรงก็คือ เกือบทั้งหมดมักจัดตั้งในรูปของนิติบุคคล ไม่ว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัทจำกัดก็ตาม กฎหมายขายตรงที่ออกมาจึงได้บัญญัติให้กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้น ต้องรับโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้ร่วมกับนิติบุคคลนั้นด้วย
หากพิจารณาถึงสิ่งที่กฎหมายกำหนดให้ตัวแทนของนิติบุคคลดังกล่าวต้องรับผิดร่วมกับนิติบุคคลอย่างผิวเผิน อาจเห็นว่ามีความสมเหตุสมผลและเหมาะสมแล้ว เนื่องจากนิติบุคคลไม่สามารถดำเนินการใดๆ ด้วยตัวเองได้ ต้องมีตัวแทนซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาเป็นผู้ดำเนินการ เมื่อนิติบุคคลกระทำผิดต้องรับโทษทางอาญา ก็ควรต้องถือว่าตัวแทนของนิติบุคคลกระทำความผิดและร่วมรับโทษด้วย เช่นเดียวกับกรณีที่กรรมการนิติบุคคลลงชื่อสั่งจ่ายเช็คในนามของนิติบุคคล
หากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ย่อมถือว่ากรรมการของนิติบุคคลที่เป็นผู้ลงชื่อสั่งจ่ายเช็คต้องรับโทษร่วมกับนิติบุคคลด้วย แต่การเทียบเคียงดังกล่าวคงไม่สามารถจะนำมาใช้กับกรณีธุรกิจขายตรงได้ เนื่องจากทั้งสองกรณีมีความแตกต่างกัน เพราะกรณีกรรมการนิติบุคคลที่ลงชื่อสั่งจ่ายเช็คในนามนิติบุคคล ก่อนลงชื่อย่อมต้องรู้สถานะการเงินของนิติบุคคลนั้นว่ามีเงินในบัญชีพอหรือไม่ ส่วนกรณีธุรกิจขายตรง หากเป็นนิติบุคคลที่มีกรรมการหลายคน กรรมการบางคนที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการบริหารดำเนินการ อาจไม่ได้มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับการกระทำธุรกิจขายตรงที่ผิดกฎหมายนั้น จึงไม่เป็นธรรมหากจะให้กรรมการนิติบุคคลธุรกิจขายตรงที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการบริหารดำเนินการต้องรับผิดด้วย
ในทางปฏิบัติ แม้นิติบุคคลที่ศาลพิพากษาว่ากระทำผิดและต้องถูกลงโทษทางอาญาก็ตาม แต่เป็นที่ทราบกันดีว่า การบังคับโทษทางอาญาสำหรับนิติบุคคลในปัจจุบันนั้น มีเฉพาะโทษปรับหรือริบทรัพย์สินเท่านั้น โทษจำคุกนั้น โดยสภาพแล้วไม่สามารถนำมาบังคับกับนิติบุคคลได้ แต่กรรมการของนิติบุคคลที่กระทำผิดจริงสามารถได้รับโทษจำคุกได้
ดังนั้น แม้กฎหมายที่บัญญัติไว้มีผลบังคับใช้แล้ว จะขัดต่อหลักนิติธรรมหรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง ในที่สุดกฎหมายนั้นก็จะบังคับไม่ได้อยู่ดี เพราะประเทศไทยยังมีหลักเกณฑ์และระบบที่ตรวจสอบและควบคุมการบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ประชาชน







