
แกะรอย"ลักชัวรี แบรนด์แนม" ปักหมุไทยต่อยอดอาเซียน
จากการเติบโตในภูมิภาคเอเชีย ทำให้กลุ่มสินค้าแบรนด์เนมหรูหรา “ลักชัวรี แบรนด์เนม” ระดับโลกยี่ห้อต่างๆ เตรียมขนกองทัพคอลเลกชันสินค้าหรูเริดจากซีกโลกหนึ่งมาสู่อีกซีกโลกหนึ่ง เพื่อหวังให้ผู้บริโภคเอเชียรวมถึงไทย ได้สัมผัสประสบการณ์จริงได้ง่ายดายยิ่งขึ้นนับจากนี้ไป
จากการเติบโตในภูมิภาคเอเชีย ทำให้กลุ่มสินค้าแบรนด์เนมหรูหรา “ลักชัวรี แบรนด์เนม” ระดับโลกยี่ห้อต่างๆ เตรียมขนกองทัพคอลเลกชันสินค้าหรูเริดจากซีกโลกหนึ่งมาสู่อีกซีกโลกหนึ่ง เพื่อหวังให้ผู้บริโภคเอเชียรวมถึงไทย ได้สัมผัสประสบการณ์จริงได้ง่ายดายยิ่งขึ้นนับจากนี้ไป
เกรียงศักดิ์ ตันติพิภพ ผู้บริหารอาวุโสสายการตลาด บริษัท สยามพารากอน ดีเวลลอปเม้นท์ ผู้บริหารศูนย์การค้าสยามพารากอน กล่าวว่า
“ลักชัวรี เวิลด์” ในโลกของสินค้าหรูหราเกิดการตื่นตัวมาก หลังจากกลุ่มประเทศยุโรปและสหรัฐเผชิญปัญหาวิกฤตการเงิน ขณะที่ตลาดเอเชียถือเป็นตัวค้ำจุนเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ โดยเฉพาะกำลังซื้อจากชาวจีนที่มีอัตราการบริโภคสินค้าหรูหราไม่ต่ำกว่า 20% เท่ากับชาวอเมริกัน และมีแนวโน้มในอีก 10-13 ปี คาดว่าจะขยับเพิ่มขึ้นถึง 50% จากการบริโภคสินค้าแบรนด์เนมหรูหราในตลาดโลก
ปัจจัยดังกล่าวเป็นแรงผลักให้สินค้ายี่ห้อหรูหราเหล่านี้ต้องปรับยุทธศาสตร์การทำตลาด ภายใต้แนวคิด “โกลบอลไลเซชัน ลักชัวรี แบรนด์เนม” และเมื่อลองแกะสูตรการทำตลาดออกมา จะเห็นว่าเป็นวิวัฒนาการสำคัญในการสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ลักชัวรี ด้วยการนำสิ่งที่ดีที่สุดมานำเสนอในเวลาที่ถูกต้อง ในเวลาที่ควร ราคาที่น่าสนใจ และในบรรยากาศที่พร้อม
การเข้ามาของลักชัวรี แบรนด์เนม ในตลาดเอเชียนั้น ถือว่าถูกกำหนดบทบาทเอาไว้ก่อนหน้า ว่าจะเป็นตลาดลำดับถัดไปของ “โกลบอลไลเซชัน ลักชัวรี แบรนด์เนม” โดยมุ่งขยายเปิดสาขาในทำเลประเทศต่างๆ ที่จะต้องมีพื้นที่ร้านขนาดใหญ่มากขึ้น เพื่อสะท้อนความเป็นระดับโลก ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมลูกค้าในปัจจุบันที่มีความต้องการมากขึ้นกว่าเดิมและอยากเห็นมากขึ้น
เจ้าของลักชัวรี แบรนด์แนม ต้องการเข้าไปสร้างประสบการณ์ ความตื่นเต้นให้กับผู้บริโภคได้สัมผัสกับประสบการณ์เดียวกัน ที่เมื่อเข้ามาในร้านแล้วต้องอุทาน “ว้าว” และกลับเข้ามาอีกในครั้งต่อไป รวมทั้งต้องการเป็น “เฟิสต์ แบรนด์” หรือเป็นแบรนด์ที่ยิ่งใหญ่ในกลุ่มแบรนด์ด้วยกัน เพื่อสะท้อนภาพของ “โกลบอลไลเซชัน ลักชัวรี แบรนด์” ด้วย
แนวทางที่เกิดขึ้น เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์สำคัญของ “ลักชัวรี แบรนด์เนม” ที่กำลังก้าวออกจากโลกตะวันตกมาสู่โลกตะวันออก ทันทีที่กลุ่มประเทศอาเซียนเปิดประตูในปี 2558 ทำให้โลกไร้พรมแดน ตลาดลักชัวรีจะไปทั่วทุกมุมโลก และมุ่งสร้างความประทับใจในแบรนด์ จนเกิดภาพของผู้คนรอเข้าคิวต่อแถวหน้าร้านแบรนด์เนมหรู เพื่อรอการจับจ่ายในทั่วทุกมุมโลก
สำหรับแนวโน้มใน 5 ปีของสินค้าลักชัวรี แบรนด์ คาดว่าจะเริ่มขยายธุรกิจด้วยการแตกเพื่อโต มีการหาแหล่งผลิตพร้อมขยายการลงทุนใหม่ ซึ่งหัวใจหลักของธุรกิจลักชัวรีแบรนด์ ประกอบด้วย ความเชื่อ ความหวัง ความเคารพและสถานะที่ต้องสอดคล้องในทิศทางเดียวกัน
ชลิต ลิมปนะเวช ประธานกลุ่มการตลาด สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (ทีเอ็มเอ) กล่าวในทิศทางเดียวกันว่าหลังยุโรปและสหรัฐเผชิญวิกฤตการเงินและเศรษฐกิจ เป็นแรงผลักสำคัญที่ทำให้เจ้าของธุรกิจต้องหันไปขยายตลาดใหม่อย่างเอเชีย ที่มีพี่ใหญ่อย่างจีนเป็นตลาดสำคัญรวมถึงอาเซียน ที่วางตำแหน่งให้ประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งศูนย์กลางตลาดสำคัญในภูมิภาคนี้ทันทีที่เปิดเออีซี
ดังนั้น จากการเข้ามาของลักชัวรี แบรนด์เนม ต่างๆ ในประเทศไทย จะผลักดันให้เกิดความเคลื่อนไหวในทิศทางบวกต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องด้านๆ ต่าง อาทิ อุตสาหกรรมธุรกิจร้านค้าปลีก ศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า หรือค้าปลีกประเภทต่างๆ ในไทยที่จะเติบโตและคึกคักมากขึ้น รวมไปถึงอุตสาหกรรมการผลิตสิ่งทอเครื่องหนัง
อีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่น่าจับตา คือ กลุ่มธุรกิจสิ่งพิมพ์ เช่น การเข้ามาของนิตยสารแฟชั่นหัวนอกอย่างโว้ค (Vogue) ที่เตรียมเปิดหัวในไทยปลายปีนี้ โดยเห็นโอกาสจากการซื้อสื่อโฆษณาของลักชัวรี แบรนด์เนมต่างๆ ที่จะเข้ามาทำตลาดในไทยเช่นกัน ไม่รวมถึงการได้โฆษณาที่พ่วงตามมาอีก 30-40% จากบริษัทแม่
ปัจจุบัน “ไทย” ถูกวางให้เป็นหนึ่งในแผนที่สำคัญของธุรกิจลักชัวรี แบรนด์เนม และเชื่อว่าในอีก 12 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะร้อนแรงมากในธุรกิจค้าปลีกในภูมิภาคนี้ จากเจ้าของสินค้าลักชัวรี แบรนด์เนม ที่ต้องการให้ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่ายและมากที่สุด จากสถานที่ในทำเลที่แข็งแกร่งที่สุด







