posttoday
ทางเลือกนายจ้างรับผลกระทบขึ้นค่าจ้าง 300 บาททั่วประเทศ

ทางเลือกนายจ้างรับผลกระทบขึ้นค่าจ้าง 300 บาททั่วประเทศ

14 พฤษภาคม 2555

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ประเมินผลกระทบนโยบายของค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทและเงินเดือนปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท ตามที่รัฐบาลได้เดินหน้ามีผลบังคับใช้แล้วในพื้นที่ 7 จังหวัดได้ค่าจ้าง 300 บาท และจะปรับอีกครั้งในเดือน ม.ค. 2556 จึงจะทำให้ทุกจังหวัดมีค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทเท่ากันทั่วประเทศ แต่การมีค่าจ้างเท่ากันทั่วประเทศแล้วจะไม่ให้มีการปรับไปอีก 2 ปี คือในปี 2557-2558

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ประเมินผลกระทบนโยบายของค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทและเงินเดือนปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท ตามที่รัฐบาลได้เดินหน้ามีผลบังคับใช้แล้วในพื้นที่ 7 จังหวัดได้ค่าจ้าง 300 บาท และจะปรับอีกครั้งในเดือน ม.ค. 2556 จึงจะทำให้ทุกจังหวัดมีค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทเท่ากันทั่วประเทศ แต่การมีค่าจ้างเท่ากันทั่วประเทศแล้วจะไม่ให้มีการปรับไปอีก 2 ปี คือในปี 2557-2558

หากยืนตามนโยบายรัฐบาลในปีหน้า ทุกจังหวัดจะมีค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท และให้ค่าจ้างคงที่ไปอีก 2 ปีจนถึงปี 2558 จากกรณีฐานดังกล่าวทีดีอาร์ไอประเมินว่า อำนาจซื้อจากเงิน 300 บาท จะลดลงไปพอๆ กับค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ทำให้ค่าจ้างขั้นต่ำแท้จริงเฉลี่ยในปี 2556 อยู่ที่ 299 บาท โดย 7 จังหวัดแรกที่ได้ขึ้นค่าจ้างไปก่อนจะเสียเปรียบกว่า โดย กรุงเทพมหานคร (กทม.) เหลือ 293 บาท จ.นครปฐม เหลือ 290 บาท ปทุมธานี เหลือ 292 บาท นนทบุรี สมุทรปราการ และภูเก็ต เหลือ 289 บาท สุดท้ายสมุทรสาคร เหลือ 287 บาท

ดังนั้น ในปี 2556 ยังมีแนวทางที่ทำให้ลูกจ้างไม่จนลง นายจ้างมีเวลาปรับตัว จึงเสนอทางเลือกที่เป็นไปได้ 3 แนวทาง คือ

ทางเลือกที่ 1 ปรับเพิ่มค่าจ้างเป็น 2 งวด เพื่อลดปัญหาความเดือดร้อนของภาคธุรกิจที่มีต้นทุนค่าจ้างสูง และไม่สามารถปรับตัวได้ทัน โดยปี 2556 ขึ้นค่าจ้าง 2755 บาท เพิ่มอีก 18 จังหวัด จากจังหวัดที่มีความเป็นไปได้ในทุกภูมิภาคก่อน เมื่อรวม 7 จังหวัดเดิมที่ได้ขึ้นไปก่อนในรอบแรก จะทำให้มี 25 จังหวัดที่มีค่าจ้าง 300 บาท จากนั้นในปี 2557 ขึ้นค่าจ้าง 5678 บาท ให้กับอีก 52 จังหวัดที่เหลือ

ทำให้ในปี 2557 มีค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทเท่ากันทั่วประเทศ ขณะเดียวกันจังหวัดที่เคยขึ้นค่าจ้างไปก่อนหน้านี้แล้ว ก็ต้องมีการปรับค่าครองชีพให้โดยอัตโนมัติ เช่น ถ้าค่าครองชีพเพิ่มขึ้น 4% ใน 2 ปีข้างหน้าค่าจ้างขั้นต่ำในปี 2556 จะเป็น 312 บาท และในปี 2557 จะเป็น 324 บาท เป็นต้น การนำค่าครองชีพมาพิจารณาในการปรับก็เพียงเพื่อทำให้แรงงานไม่ต้องยากจนลงกว่าปีก่อนเท่านั้น ยังมิได้พิจารณาผลิตภาพแรงงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งนายจ้างก็ควรเพิ่มในส่วนของการเพิ่มเงินเดือนให้ได้อีก

ทีดีอาร์ไอ ระบุว่า ทางเลือกนี้เป็นทางเลือกขั้นต่ำสุดที่จะไม่ทำให้แรงงานที่เคยปรับ 300 บาทไปแล้วไม่ยากจนลงไปกว่าเดิม โดยทุกจังหวัดจะปรับตามค่าครองชีพทุกปี ไม่เว้นแม้แต่จังหวัดที่เคยขึ้นค่าจ้างไปแล้ว และในปี 2557 จังหวัดในกลุ่มค่าจ้างต่ำสุดจะมีค่าจ้างครบ 300 บาท ตามสัญญาที่หาเสียงไว้กับประชาชน และเป็นทางเลือกที่ผ่อนคลายสำหรับผู้ประกอบการ และเน้นอำนาจซื้อของแรงงานที่เท่ากันทั้งประเทศ

ทางเลือกที่ 2 เป็นทางเลือกที่ไม่เข้มงวดเหมือนทางเลือกแรก โดยให้ขึ้นค่าจ้างครั้งเดียว 40% (เพิ่มไปแล้วในปี 2555) และทุกปีก็ให้ปรับขึ้นตามดัชนีค่าครองชีพ แต่พบว่าต้องใช้เวลาถึง 10 ปี (2556-2565) จึงทำให้ จ.อ่างทอง จะเป็นจังหวัดสุดท้ายที่ได้ค่าจ้างถึง 300 บาท (ที่จริงอยู่ที่ 304 บาท) โดยทางเลือกนี้จะมี จ.ลำปาง ที่มีค่าจ้างสูงสุด 564 บาท (ในปี 2565) ส่วน กทม.จะมีค่าจ้างเพียง 431 บาท แต่ถ้าผู้ประกอบการใช้คุณภาพแรงงานที่เพิ่มขึ้นมาเป็นบรรทัดฐานปรับเพิ่มให้ก็อาจใช้เวลาประมาณ 46 ปี ที่ทุกจังหวัดจะมีค่าจ้างไม่ต่ำกว่า 300 บาทต่อวัน

ทางเลือกที่ 3 เป็นทางเลือกที่กำหนดขึ้นตามแนวทางข้อเรียกร้องของสภาอุตสาห กรรมแห่งประเทศไทย เพื่อขอเลื่อนการดำเนินนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทเท่ากันทั่วประเทศเป็นเดือน ม.ค. 2558 หรือเลื่อนไปอีก 3 ปี โดยทุกจังหวัดที่เคยขึ้นเงินเดือน 40% ของค่าจ้างของแต่ละจังหวัด จะต้องปรับค่าครองชีพ (CPI) ให้กับแต่ละจังหวัดโดยอัตโนมัติ ตามการคาดการณ์ของกระทรวงพาณิชย์ (แต่ละจังหวัดจะได้รับการปรับขึ้นค่าจ้างตามฐานเงินเดือนที่แตกต่างกัน) จากนั้นในปี 2558 ทุกจังหวัดจะได้ค่าจ้างขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 300 บาทต่อวันครบทุกจังหวัด โดยแนวทางนี้การปรับค่าจ้างขั้นต่ำจะเพิ่มขึ้นไม่ถึง 35% ของจังหวัดที่เคยได้รับค่าจ้างเพิ่มขึ้น 40% ไปก่อนในปี 2555 และได้มีการปรับค่าครองชีพมาแล้วทุกปี

ข้อดีของทางเลือกที่ 3 นี้คือจังหวัดที่ได้รับไปแล้วจะไม่จนลง เจ้าของกิจการมีการปรับตัวอย่างช้าๆ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี มีเวลาคิดในเรื่องการปรับโครงสร้างค่าจ้างของคนเดิมให้สอดคล้องกันในแต่ละปี และไม่ต้องใช้เงินมากในปีเดียวในการขึ้นเงินเดือนสูงสุด (ในบางจังหวัด) ถึง 35% แนวทางนี้ยังมีผลต่อแรงกดดันเงินเฟ้อน้อยกว่า โดยช่วงเงินที่ต้องปรับ (ยกเว้น 7 จังหวัดที่ได้ไปก่อนในปี 2555) คือ 220 บาทใน 9 จังหวัด 2140 บาทใน 34 จังหวัด 4158 บาทใน 27 จังหวัด จึงจะครบ 100% และเท่ากันหมดทั้งประเทศ แนวทางนี้นายจ้างจำเป็นต้องมีเงินหมุนเวียนเพื่อจะใช้ในการปรับเพิ่มตามดัชนีเงินเฟ้อ

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน