
เครื่องหอม Breathe หวนทำตลาดไทย
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
เครื่องหอม สินค้าที่หลายคนใช้บรรเทาความเครียดยามเหนื่อยล้า เมื่อได้ดมกลิ่นหอมๆ ก็จะทำให้สมองปลอดโปร่ง เกิดความสดชื่น หรือใช้เป็นของขวัญส่งความสุขต่อไปยังผู้อื่นๆ แต่เครื่องหอมที่วางตลาดอยู่ในประเทศไทยและได้รับความนิยมอย่างมากในต่างประเทศ หลายคนคงไม่รู้ว่าผู้ผลิตเป็นคนไทยใกล้ๆ ตัวนี่เอง ซึ่งขณะนี้ตั้งใจที่จะขยายตลาดในเมืองไทยให้คนไทยรู้จักสินค้าดีขึ้น
กมลนาถ เตชะพุทธพงศ์ เจ้าของ บริษัท oopsstuff ผู้ผลิตเครื่องหอมภายใต้แบรนด์ “Breathe” กล่าวว่า ทำธุรกิจเครื่องหอมมานาน กว่า 10 ปี ผลิตสินค้าเพื่อส่งออก 100% ไม่เคยทำตลาดในประเทศ เนื่องจากเข้าใจว่าคนไทยคงไม่ชอบเครื่องหอม ประเทศไทยเป็นเมืองร้อน ที่อยู่อาศัยต้องเปิดระบายอากาศคงไม่เหมาะกับสินค้าเครื่องหอม แต่ลืมคิดไปว่าด้วยความที่อากาศร้อน คนไทยจึงนิยมอยู่ในห้องปรับอากาศเป็นส่วนใหญ่ หากนำเครื่องหอมไปใช้น่าจะช่วยในด้านความสุขและความพึงพอใจได้
เครื่องหอมถือเป็นสินค้าที่ช่วยเสริมสร้างความสุข การผ่อนคลายให้กับผู้คนไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เช่น ในบ้าน ห้องนอน ห้องน้ำ รถยนต์ สินค้าของทางร้านมีการผสมผสานการออกแบบให้ทันสมัย ผสมกับความเป็นไทย อาจไม่สามารถตอบโจทย์ด้านการใช้งานได้อย่างเต็มที่ แต่สามารถตอบโจทย์ด้านการมองเห็น ใช้เป็นเครื่องตกแต่งบ้านรวมเข้าไปในตัวสินค้าด้วย จึงเห็นได้ว่าสินค้าเน้นการออกแบบให้มีรูปลักษณ์ที่สวยงาม
ประเภทของสินค้าแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ ประเภทดูดน้ำหอมกระจายกลิ่น อโรมาเจล ถุงเครื่องหอม และแบบทั่วไป เช่น กระเป๋าหอม หมอนรองคอ ที่นวดนิ้ว และน้ำหอม เป็นต้น
ในส่วนกลิ่นแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่ม ดังนี้ กลิ่นดอกไม้ เช่น กุหลาบ ลาเวนเดอร์ ลิลลี กลิ่นผลไม้ เช่น แอพพริคอต เมลอน พีช กลิ่นสมุนไพร เช่น ชาเขียว ชาดำ กลิ่นไม้ เช่น แบล็กวูด เป็นต้น จะต้องนำกลิ่นมาเข้าคู่กับตัวสินค้าให้เหมาะสม เช่น ตุ๊กตาหอม ก็จะใช้กลิ่นผลไม้ใสๆ
น้ำหอมกลิ่นต่างๆ ที่นำมาใช้ผลิตสินค้า ได้ผลิตขึ้นเองทั้งหมด เป็นการผสมกลิ่นเองทุกตัว กลิ่นเครื่องหอมของทางร้านจึงแตกต่างและไม่เหมือนกับที่อื่นๆ น้ำหอมทุกตัวจะผ่านการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยจากประเทศญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และยุโรป โดยน้ำหอมกระจายกลิ่นจะถูกส่งไปทดสอบที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ในเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม และมีอัตราการระเหยตามที่มาตรฐานความปลอดภัยกำหนด ทำให้เครื่องหอมจะไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค
“ความโดดเด่นของสินค้าเครื่องหอมของเรา คือการออกแบบและกลิ่นที่ปรุงขึ้นเองต่างจากคนอื่นแน่นอน จุดนี้ทำให้ไม่กลัวการลอกเลียนแบบ เพราะคนเลียนแบบก็ทำให้เหมือนได้เฉพาะรูปลักษณ์ภายนอก แต่การทำเครื่องหอมเป็นศาสตร์ความรู้อย่างหนึ่ง ที่เมื่อลูกค้าได้ลองใช้แล้วจะรู้ถึงความแตกต่าง”
ด้านการทำตลาดกำหนดกลุ่มเป้าหมายไว้ที่กลุ่มลูกค้าที่มีอายุตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป จนถึง 55 ปี เพราะเป็นสินค้าใช้ในบ้าน จึงจับกลุ่มคนที่เริ่มมีบ้าน ต้องตกแต่งบ้าน โดยเมื่อเริ่มต้นจะทำตลาดโดยการไปออกงานแสดงสินค้าประมาณ 4 ครั้งต่อปี ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งผลตอบรับจากลูกค้าต่างประเทศค่อนข้างดี โดยลูกค้าส่วนใหญ่เป็นลูกค้าญี่ปุ่น ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา และสิงคโปร์
ขณะที่ตลาดในประเทศแต่เดิมไม่เคยขายในประเทศมาก่อน แต่เมื่อมีลูกค้าชาวสิงคโปร์เสนอแนะว่า น่าจะมีการเปิดหน้าร้านขายสินค้าแบบขายปลีก จึงได้เริ่มศึกษาและหาพันธมิตรในสิงคโปร์ และได้เปิดร้านแห่งแรกขึ้นที่ 365 Days Outlet at Vivo City ประเทศสิงคโปร์ ในปี 2553 ต่อจากนั้นจึงตัดสินใจลองทำตลาดในประเทศ ในปี 2554 ได้เปิดร้านที่ห้างสรรพสินค้าเทอร์มินอล 21 ชั้น 3 และเอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟร้อนท์ ซึ่งการเริ่มเจาะตลาดในประเทศมากขึ้น ทำให้ทราบว่ามีความเข้าใจผิดมาตลอด เพราะลูกค้าคนไทยให้ความสนใจในตัวสินค้าอย่างมาก
จากเดิมขายสินค้าส่งออกไม่เคยได้ใกล้ชิดกับลูกค้า เพราะส่วนใหญ่จะติดต่อกับผู้รับสินค้าไปขาย หรือตัวแทนจำหน่าย จึงไม่ค่อยได้รับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับความพึงพอใจในตัวสินค้ามากนัก แต่เมื่อมาเปิดร้านขายปลีกเอง โดยเฉพาะในเมืองไทยกลับได้เสียงตอบรับจากลูกค้าโดยตรงอย่างมาก ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่เข้ามาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสินค้า ส่งจดหมายเข้ามาชื่นชม หรือมีข้อเสนอแนะต่างๆ ความใกล้ชิดระหว่างผู้ผลิตและลูกค้าจึงเกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นกำลังใจจากลูกค้าที่ส่งมาให้ เพราะทำให้ทราบความต้องการ และความพึงพอใจของลูกค้า
เป้าหมายต่อไป กมลนาถ บอกว่า ตอนนี้สนุกกับการทำงานมาก ร้านที่สิงคโปร์ไปได้ดี ส่วนร้านที่เมืองไทยก็อยู่ระหว่างการเติบโต จึงจะเน้นการเปิดร้านให้เพิ่มมากขึ้น โดยจะทำในลักษณะการหาหุ้นส่วนเข้ามาลงทุนเปิดร้านทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ ขณะนี้ในต่างประเทศมีผู้สนใจติดต่อเข้ามามาก เช่น ในประเทศฟิลิปปินส์และประเทศจีน เพราะไม่ต้องการที่จะขยายสาขาเองทั้งหมด แต่การเลือกหุ้นส่วนจะค่อนข้างเลือกเยอะ เนื่องจากต้องการคนที่คุยกันได้ เข้ามาเป็นเพื่อนทางธุรกิจในระยะยาว
ในเมืองไทยมีแผนจะเปิดร้านอีก 34 สาขา โดยจะเน้นในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว เช่น พัทยา ภูเก็ต ก็น่าสนใจ ใครมีพื้นที่ที่เหมาะสมและสนใจในตัวสินค้าให้ติดต่อเข้ามาได้ และทางบริษัทจะส่งรายละเอียดกลับไปให้ศึกษา
การลงทุนเปิดร้านในเบื้องต้น รวมสต๊อกสินค้า และระบบการขายปลีก พื้นที่ร้าน 10 ตารางเมตร น่าจะอยู่ที่ 1.2 ล้านบาท โดยจะมีการลงระบบการขายปลีกให้ร้านสาขา ระบบนี้จะทำให้ร้านสาขาต่างๆ ทราบว่าโรงงานมีสต๊อกเท่าไหร่ ต้องการสั่งสินค้าประเภทไหนได้บ้าง และทางโรงงานจะจัดส่งสินค้าให้ถึงภายใน 1 สัปดาห์ ส่วนการจัดแสดงสินค้า และการตกแต่งร้านจะมีคอนเซปต์เดียวกันทั้งหมด ขณะที่พนักงานขายจะต้องมีการเรียนรู้ตัวสินค้า เพื่อให้สามารถแนะนำลูกค้าได้อย่างเหมาะสม
นอกจากนี้ ทางร้านจะปรับคอนเซปต์ร้านให้เหมือนกันทั่วโลก เพราะในปัจจุบันร้านที่กรุงเทพฯ กับที่ประเทศสิงคโปร์ ยังมีความแตกต่างกันอยู่ จึงต้องการปรับให้เหมือนกัน โดยคอนเซปต์ร้านใหม่จะเห็นได้เป็นครั้งแรกที่ร้านในเฉิงตู ประเทศจีน
“เราเริ่มทำธุรกิจจากไม่มีอะไร จนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 10 ปี สินค้าเป็นที่ยอมรับและได้รับความนิยมจากลูกค้า เพราะเป็นการทำที่เกิดจากความรักและความตั้งใจที่จะออกแบบให้ลูกค้าพึงพอใจที่สุด” กมลนาถ กล่าว
ค้นหารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www. oopsstuff.com และ https://www.facebook.com/Oopsstuff โทร. 02-930-5556







