
เสียงประชาชน...แก้ปัญหามาบตาพุด
หลังเกิดเหตุถังบรรจุสารโทลูอีน ขนาด 7.4 ลูกบาศก์เมตร ระเบิด ทำให้เกิดเพลิงไหม้
หลังเกิดเหตุถังบรรจุสารโทลูอีน ขนาด 7.4 ลูกบาศก์เมตร ระเบิด ทำให้เกิดเพลิงไหม้
ในกระบวนการผลิตยางสังเคราะห์ของบริษัท บีเอสที อิลาสโตเมอร์ส ในเครือกรุงเทพซินเทติกส์ ภายในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 8 คน และได้รับบาดเจ็บ 141 คน เมื่อวันที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา
ถัดมาวันที่ 6 พ.ค. ก็เกิดเหตุกลิ่นก๊าซคลอรีนรั่วไหลจากโรงงาน อดิตยา เบอร์ล่า เคมีคัลส์ (ประเทศไทย) ผู้ผลิตสารโซเดียมไฮโปคลอไรด์ ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมเหมราชตะวันออก (มาบตาพุด) เนื่องจากเกิดการ Emergency Shutdown ในกระบวนการผลิต ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นในบริเวณใกล้เคียงเป็นระยะเวลาสั้นๆ แต่ก็ส่งผลให้มีผู้ได้รับผลกระทบถึง 138 คน
วานนี้ นริศ ขำนุรักษ์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร และคณะ ได้ลงพื้นที่ไปดูประชาชนในพื้นที่อุตสาหกรรมมาบตาพุด พบว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายรัฐบาลและการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) อย่างมากในการแก้ปัญหา หากไม่สามารถแก้ปัญหาได้ จะเกิดผลกระทบต่อเนื่องยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อความมั่นใจของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งกำลังวิตกกังวลต่อชะตากรรมของตนเอง
จากการลงพื้นที่ นริศ กล่าวว่า ประชาชนได้เรียกร้องให้ปรับปรุงระบบการแจ้งเตือน เพราะในคราวที่ผ่านมาระบบการแจ้งเตือนไม่มีประสิทธิภาพ คือ ประชาชนรับรู้แค่ว่ามีการรั่วไหลของสารพิษ แต่ไม่ทราบว่าคือสารอะไร และจะต้องแก้ปัญหาเบื้องต้นอย่างไร
ที่ผ่านมา กนอ.ได้นำหน้ากากป้องกันสารพิษมาแจกไว้ให้ชุมชน ให้คนละ 3 แบบ แต่ละแบบสามารถป้องกันสารพิษที่แตกต่างกัน แต่ในเมื่อประชาชนไม่รู้ว่าสารพิษตัวไหนที่กำลังรั่วไหล แล้วจะใช้หน้ากากไหน ทำไม่ถูก กว่าข่าวจะได้รับการยืนยันก็ใช้เวลานาน
ก่อนหน้านี้เคยมีระบบการซ้อมการอพยพ แต่ไม่ได้ฝึกประจำ ทำให้เมื่อเกิดเหตุไม่สามารถอพยพได้ตามแผนการ เช่น จากที่ซ้อมไว้ ได้กำหนดว่าให้ทุกคนออกจากบ้านมาแต่ตัว ห้ามขับรถ เพราะหากทุกคนขับรถส่วนตัวจะทำให้รถติด และหนีไม่ทัน
จากการฝึกซ้อม นัดหมายกันว่า หากเกิดเหตุให้อพยพออกมาแต่ตัว แล้วมาขึ้นรถ ที่ กนอ.จะเป็นผู้จัดให้ในจุดที่นัดหมาย แล้วอพยพไปพร้อมๆ กันจำนวนมากๆ ทีเดียว แต่พอเอาเข้าจริง ทุกคนขับรถออกมา ทำให้รถติด หนีไม่ได้สักคน ประชาชนเรียกร้องให้ปรับระบบ และทำความเข้าใจ ซ้อมใหม่ให้ถี่ขึ้น
นริศ กล่าวต่อว่า ระบบเตือนภัยฉุกเฉินยังเตรียมการไม่เสร็จ ก่อนหน้านี้ กนอ.ได้รับการจัดสรรงบประมาณตั้งแต่ปี 2552 ให้จัดทำระบบเตือนภัย ประกอบด้วยหอสูงที่จะต้องติดตั้งเครื่องตรวจสารพิษในอากาศ และหากพบว่าสารพิษชนิดใดเกินมาตรฐาน ก็จะต้องแจ้งเตือนประชาชน แต่จนถึงขณะนี้ระบบเตือนภัยยังสร้างไม่เสร็จ ทำให้เมื่อเกิดสารพิษรั่วก็ตรวจสอบได้ไม่ทันการณ์
ประชาชนต้องรู้ให้เร็วที่สุดว่าสารที่รั่วคืออะไร การไม่รู้ทำให้ป้องกันตนเองไม่ได้ เช่น ที่กล่าวแล้วว่า เลือกใช้หน้ากากไม่ถูกต้อง ในขณะที่โรงพยาบาลเองก็มีปัญหา หากไม่รู้ว่าสารพิษตัวไหนรั่ว ก็รักษาไม่ถูกวิธี
ที่สำคัญโรงพยาบาลในมาบตาพุดเองไม่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสารพิษมาประจำในขณะนี้ เมื่อเกิดเหตุรัฐบาลได้สั่งการให้แพทย์ผู้ชี่ยวชาญจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) ลงพื้นที่ 1 สัปดาห์ แต่ประชาชนขอเรียกร้องให้อยู่ 15 วัน ในขณะที่กรรมาธิการฯ เสนอขอให้มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอยู่ประจำพื้นที่ รวมถึงต้องมีจิตแพทย์ประจำพื้นที่ เพราะประชาชนขวัญเสีย มีปัญหาสุขภาพจิตกันมาก
สรุปแล้ว สิ่งที่ กนอ.และรัฐบาลควรต้องเร่งทำนับจากนี้ไป คือ
1.ให้ กนอ.ประชาสัมพันธ์ถึงประชาชนผู้ได้รับผลกระทบให้มายื่นเรื่องขอความช่วยเหลือ จากที่กำหนดให้ยื่นภายในวันที่ 18 พ.ค. ควรยืดเวลาออกไปอีก เพราะยังประชาสัมพันธ์ไม่ทั่วถึง ประชาชนยังไม่รู้เรื่องนี้
2.กนอ.ต้องมีบทบาทมากกว่านี้ในการแก้ปัญหา อาจจะต้องจัดสรรงบประมาณเพิ่มเพื่อแก้ไขเรื่องต่างๆ อย่าทำงานล่าช้าด้วยระบบราชการที่ติดขัด 3.ควรให้เอกชน เจ้าของโรงงาน เข้ามาร่วมจัดระบบเตือนภัย และจัดตั้งกองทุนร่วมกันระหว่าง กนอ.กับเอกชน เพื่อใช้แก้ปัญหาระยะยาว
4.โรงงานที่ก๊าซรั่วคราวนี้ เป็นการรั่วซ้ำซาก รั่วมาแล้ว 3 ครั้ง ทุกครั้งเมื่อซ่อมเสร็จก็สามารถเปิดดำเนินการต่อ จึงเสนอว่า หากโรงงานไหนมีปัญหา ต้องยื่นเรื่องเพื่อขอศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ใหม่ทั้งหมด ไม่ใช่แค่ซ่อมแล้วเปิดโรงงานได้ทันที
5.ในสมัยก่อนการสร้างนิคมอุตสาหกรรมเน้นสร้างติดทะเล เพื่อประโยชน์ในการขนส่ง แต่ในอนาคตควรจะขยับออกห่างจากทะเล เพราะในปัจจุบันเห็นได้ชัดว่าหนึ่งในปัญหาของนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดคือลมทะเล ที่พัดสารพิษให้กระจายสู่ชุมชนเร็วขึ้น
สุดท้าย 6.บ้านเรือนประชาชนที่อยู่ใกล้โรงงาน ควรจะโยกย้ายออกไปในระยะห่างที่เหมาะสม ส่วนคนที่มีบ้านอยู่แล้ว และต้องการขาย ขณะนี้มีจำนวนมากนั้น กนอ.ควรจะมีโครงการรับซื้อบ้านจากประชาชน เพื่อให้เกิดระยะห่างที่เหมาะสมระหว่างโรงงานกับชุมชน
ข้อเสนอทั้งหมดนี้เชื่อว่าไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่ผู้มีอำนาจและหน้าที่กำกับดูแลโดยตรงจะนำไปพิจารณา เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาซ้ำซากอีกต่อไป เพราะเกิดเหตุแต่ละทีก็เห็นมีแต่ชาวบ้านที่เดือดร้อน ยิ่งไปกว่านั้น บรรดานายทุนก็ควรใส่ใจต่อความปลอดภัยของชุมชนด้วย หากอยากให้ธุรกิจมั่นคงต่อไป m







