
ชูเศรษฐกิจพอเพียง ขับเคลื่อนธุรกิจ
จากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สู่ความสั่นคลอนเศรษฐกิจไทย ในโอกาสที่หอการค้าไทยดำเนินการครบรอบ 80 ปี
จากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สู่ความสั่นคลอนเศรษฐกิจไทย ในโอกาสที่หอการค้าไทยดำเนินการครบรอบ 80 ปี
จึงได้จัดเสวนาเรื่อง “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง : ประสบการณ์จริงจากผู้นำภาคธุรกิจ” ใน 7 ภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทย ที่เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญในช่วงที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันและในอนาคต โดยหวังที่จะให้ช่วยถ่ายทอดประสบการณ์แก่ธุรกิจร่วมวงการได้เรียนรู้ที่จะนำไปประยุกต์ใช้ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้สามารถเดินฝ่ามรสุมลูกแล้วลูกเล่าไปได้อย่างสง่างาม อยู่เป็นกำลังหลักให้เศรษฐกิจของประเทศต่อไป
อิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการ บริษัท น้ำตาลมิตรผล กล่าวว่า วิกฤตเศรษฐกิจ หลายครั้งที่ผ่านมา หลักเศรษฐกิจพอเพียงได้รับการพิสูจน์แล้วว่าทำให้ผู้ประกอบการไทยและเศรษฐกิจของประเทศยืนหยัดอยู่ได้
กลุ่มมิตรผล ก็เป็นรายหนึ่งที่เคยประสบกับวิกฤตเศรษฐกิจในยุคต้มยำกุ้งปี 2540 ด้วยมีเงินกู้มากกว่าเงินทุน 4-5 เท่า บริษัทจึงต้องสร้างภูมิคุ้มกัน โดยเข้มงวดค่าใช้จ่าย ไม่สร้างหนี้เพิ่ม ลดระดับหนี้ลงมาให้เหมาะสม และตั้งคณะกรรมการขึ้นมาประเมินความเสี่ยง
ปัจจุบัน กลุ่มมิตรผลยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทำธุรกิจบนพื้นฐานพอประมาณ ไม่เกินตัว และมีเหตุผล ทั้งหมดถือว่าเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับธุรกิจได้เป็นอย่างดี นอกเหนือจากการเป็นองค์กรที่มีความรู้ความสามารถและมีคุณธรรม
นอกจากนี้ ยังมีการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับธุรกิจ โดยการขยายธุรกิจต่อเนื่องจากอุตสาหกรรมอ้อยน้ำตาลไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น การนำชานอ้อยไปผลิตปาร์ติเคิลบอร์ดสำหรับตลาดเฟอร์นิเจอร์ เพื่อทดแทนการใช้ไม้ธรรมชาติ การเข้าสู่อุตสาหกรรมพลังงานชีวมวลสำหรับผลิตไฟฟ้าใช้ในกลุ่มมิตรผลเอง และส่วนที่เหลือได้จำหน่ายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และการเข้าสู่ธุรกิจเอทานอล เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงของธุรกิจ
บุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สหพัฒนพิบูล กล่าวว่า ตั้งแต่แรกเริ่ม บริษัทดำเนินธุกิจภายใต้หลักพอเพียงมาโดยไม่รู้ตัว เริ่มจากคุณพ่อ เทียม โชควัฒนา ที่บอกตลอดว่า เศรษฐกิจโลกไม่แน่นอน แปรผันตลอด มีรอบในการขึ้นลงทุก 8 ปี ดังนั้นจำเป็นต้องวางแผนเพื่อลดความเสี่ยง ลงทุนด้านใดต้องระมัดระวัง หากไม่ชำนาญหรือไม่มีเงินพอ อย่าเพิ่งลงทุน
ขณะเดียวกัน การทำธุรกิจจำเป็นต้องปลอดภัยไว้ก่อน โดยใช้สติปัญญาด้านการสร้างสรรค์ให้มาก ใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด ดีกว่าการลงทุนมากอย่างเดียว ยิ่งเศรษฐกิจโลกการเงินผันผวน ยิ่งต้องเน้นลดการพึ่งพาคนอื่น หันมาพึ่งตนเองมากขึ้น และพัฒนาให้เป็นนิสัย
สาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต กล่าวว่า แนวคิดในการทำธุรกิจของบริษัทคือ สร้างความสมดุล
จากในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ธุรกิจประกันภัยในเมืองไทยเผชิญกับทุนนิยมเข้ามาเต็มรูปแบบ มีผู้ประกอบการธุรกิจประกันภัยข้ามชาติกว่า 24 แบรนด์เข้ามาแข่งขัน บริษัทต้องหาแนวทางการทำธุรกิจประกันชีวิตที่แตกต่าง ต้องวางแผนว่าภายใน 5 ปี บริษัทมีอะไรบ้าง มีส่วนแบ่งการตลาดเท่าใด
โชคดีที่ในช่วงเกิดวิกฤตบริษัทยังพอมีเงินลงทุน พอที่จะวางโครงสร้างองค์กรใหม่ ให้ความสำคัญกับการเข้าถึงของบริการที่มีหลากหลายช่องทาง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ล้อไปกับแนวคิดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยการสร้างความแตกต่างไม่เหมือนคนอื่น มุ่งการลงทุนในด้านบุคลากรที่สำคัญมาก เป็นสิ่งที่บริษัทดำเนินการในช่วงนั้น ส่งผลให้บริษัทมีการเติบโตดีขึ้นตามลำดับ
“บริษัทเชื่อว่าแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงทำให้เกิดความสมดุลทางธุรกิจและชีวิตของตัวเอง ที่จะต้องมีส่วนสัมพันธ์กันทั้งด้านงาน ครอบครัว ตัวเอง สุขภาพ ที่มีความเหมาะสม” สาระ กล่าว
ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยูเนียน โฟรเซ่น โปรดักส์ กล่าวว่า บริษัทเริ่มดำเนินกิจการในลักษณะธุรกิจครอบครัวมาก่อน เขาถือเป็นรุ่น 2 โดยในช่วงก่อนหน้ารายได้หลักกว่า 90% มาจากการส่งออกสินค้า ปลาทูน่ากระป๋อง กุ้งแช่แข็ง เป็นต้น ไม่มีตลาดในประเทศเข้ามาสนับสนุน ปัจจุบันบริษัทมีโรงงานหรือสำนักงานใหญ่กระจายอยู่ในต่างประเทศที่เผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ
เมื่อมองกลับมาทำให้เห็นว่าบริษัทมีความเข้มแข็งขึ้น เป็นโอกาสในการดำเนินธุรกิจต่อไป โดยหันไปมุ่งให้ความสำคัญกับธุรกิจที่ชำนาญ ชัดเจน ให้ความสำคัญในการบริหารความเสี่ยงธุรกิจมากขึ้น เนื่องด้วยบริษัททำตลาดแข่งขันกับต่างประเทศ มีสินค้าหลักกลุ่มอาหารทะเลแช่แข็งอย่างเดียวอาจทำให้อ่อนแอได้ จึงต้องวางแผนกันเสี่ยงธุรกิจโดยพัฒนาสินค้าใหม่ๆ อาทิ ปลาซาร์ดีน ปลาแมกเคอเรล เป็นต้น
นอกจากนี้ บริษัทยังได้ขยายตลาดใหม่ไปยังกลุ่มประเทศยุโรปมากขึ้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงธุรกิจ จากเดิมมีรายได้หลักกว่า 50% มาจากตลาดสหรัฐอเมริกามานานกว่า 15 ปี ปัจจุบันสัดส่วนลดลงอยู่ที่ 36% ในยุโรป 33% ที่เหลือกระจายอยู่ในตลาดภูมิภาคต่างๆ โดยไปพร้อมกับการสร้างความยั่งยืนของธุรกิจ ในการสร้างบุคลากร นวัตกรรม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งจากหลักคิดเศรษฐกิจจะพบว่าอย่าทำสิ่งใดที่เกินไป หรือเกินตัว
ฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ กล่าวว่า การอยู่รอดในทางธุรกิจ บริษัทยึดแนวคิดไม่ละโมบ ไม่ทำอะไรเกินตัว รอบคอบ แม้จะดูเรียบง่าย แต่หากสามารถยึดถือหลักนี้ไว้ได้ จะเป็นสิ่งขับเคลื่อนสำคัญให้กับองค์กร
ในส่วนของบริษัทมีความระมัดระวังในการดำเนินกิจการ พร้อมประเมินความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจในภาพวงกว้าง แม้ว่าบริษัทจะมีโอกาสในการระดมทุนตลอดช่วงที่ผ่านมา แต่ก็คำนึงถึงผลลัพธ์ที่ตามมาก่อน ซึ่งจากหลักคิดเศรษฐกิจพอเพียงน่าจะสอดคล้องกับความยั่งยืน ใช้จ่ายอย่างเหมาะสม มีเหตุมีผล
กานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (เอสซีจี) กล่าวว่า ภายหลังจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 เอสซีจีได้นำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้อย่างเต็มที่ เพราะในช่วงวิกฤตได้รับผลกระทบอย่างมาก มีการทำธุรกิจอย่างพอเพียง และประมาณตนเองมากขึ้น เน้นทำเฉพาะธุรกิจที่มีความชำนาญเท่านั้น และการลงทุนแต่ละครั้งจะมีการประเมินความเสี่ยงเต็มที่ รวมถึงเอสซีจียังให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรเพื่อเติมความรู้ ทำให้องค์สามารถพัฒนาได้อย่างยั่งยืนจนถึงปัจจุบัน







