posttoday
บริหารความเสี่ยงทางการเงินในยุค

บริหารความเสี่ยงทางการเงินในยุค

10 มีนาคม 2553

....เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์

 

แนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นมาตรฐานวิชาชีพทางการเงินที่เป็นที่ยอมรับทั่วโลก นอกเหนือจากทางด้านนักวิเคราะห์การเงิน หรือ CFA (Chartered Financial Analyst) ก็ยังมีทางด้านนักบริหารความเสี่ยงทางการเงิน หรือ FRM (Financial Risk Manager) ซึ่งผู้ที่สอบผ่านก็จะมี CFA หรือ FRM ต่อท้ายชื่อว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเงิน อาจทำให้หางานได้ง่ายขึ้น หรือสามารถโก่งค่าตัวสูงขึ้นกว่าผู้ที่ไม่ได้การรับรองมาตรฐานทั้งสอง

สะท้อนให้เห็นว่าจะทำอาชีพทางการเงินในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะโลกการเงินและผลิตภัณฑ์ทางการเงินในปัจจุบันมีความซับช้อนมาก ผู้ที่จะรับผิดชอบดูแลการเงินให้กับนักลงทุนจึงต้องได้รับการรับรองมาตรฐาน โดยเฉพาะด้านบริหารความเสี่ยงด้วยแล้ว ยิ่งต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะถ้าบริหารความเสี่ยงไม่ดี ไม่เพียงทำให้บริษัทตัวเองย่อยยับแล้ว ยังพลอยทำให้เศรษฐกิจพังทลายไปด้วย อย่างวิกฤตซับไพรม์และวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่ส่งผลกระทบเศรษฐกิจทั่วโลกมาตั้งแต่ปี 2551 ถึงบัดนี้ก็ยังต้องจับตาวิกฤตที่ลุกลามในส่วนต่างๆ ของโลกอย่างใกล้ชิด

ดังนั้น การบริหารความเสี่ยงจึงเป็นหัวข้อที่ต้องให้ความสนใจมากที่สุดในทศวรรษนี้และในอนาคต

ความเสี่ยงทางการเงินประกอบด้วย ความเสี่ยงทางตลาด (Market Risk) ซึ่งเป็นผลจากภาวะตลาดและเศรษฐกิจมหภาค ความเสี่ยงทางการลงทุน (Investment Risk) ความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk) หรือความเสี่ยงที่เกี่ยวกับความน่าเชื่อถือขององค์กร ความเสี่ยงด้านการดำเนินงานและความเสี่ยงในภาพรวมขององค์กร (Operational and Integrated Risk) และความเสี่ยงด้านกฎหมาย กฎระเบียบ บัญชีและภาษี (Legal, Accounting, and Tax Risk)

ปัจจัยเสี่ยงทางการเงินที่ต้องจับตาในขณะนี้ นอกเหนือจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ตั้งเค้าของวิกฤตในแถบประเทศยูโรโซนที่ใช้เงินยูโรเป็นหลักแล้ว การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาคอื่นๆ ก็ก่อให้เกิดความเสี่ยงเช่นกัน คือการที่หลายประเทศเริ่มถอยออกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือ Exit Strategy เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างร้อนแรงจนเกินไป ทำให้การพลิกฟื้นจากสภาพถดถอยเป็นไปอย่างพะวักพะวน และค่อนข้างเปราะบาง

ไม่เพียงเท่านั้น หลายประเทศต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อชะลอการเติบโตและป้องกันฟองสบู่ เช่น ออสเตรเลีย นอร์เวย์ และสหรัฐ บางประเทศแม้จะยังไม่ขึ้นดอกเบี้ย แต่ก็มีมาตรการอื่นที่พยายามยับยั้งความร้อนแรงของเศรษฐกิจ เช่น มาตรการจำกัดสินเชื่อที่ใช้ในประเทศจีน และมาตรการควบคุมเงินทุนในบราซิล เกาหลีใต้ และอินเดีย เป็นต้น ส่วนประเทศไทยเองก็มีการจับตาตลอดว่าแบงก์ชาติจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งต่อไปในวันพุธที่ 10 มี.ค. 2553 หรือไม่

ซึ่งเป็นที่คาดหมายว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25% ต่อไป เนื่องจากยังกลัวว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นดี และก็ยังไม่มีสัญญาณที่น่าเป็นห่วงของเงินเฟ้อและฟองสบู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนภาวะเศรษฐกิจโลกก็ยังคงไม่นิ่งและอาจมีผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวในระดับที่น่าพึงพอใจและการส่งออกขยายตัวสูงกว่าเป้าหมายที่คาดไว้ก็ตาม

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะยังไม่มีการขึ้นดอกเบี้ยในระยะนี้ แต่บรรยากาศของดอกเบี้ยขาขึ้นก็ยังคงอยู่ หลายๆ สำนักคาดว่าดอกเบี้ยไทยอาจต้องขึ้นในครึ่งหลังของปีนี้ ซึ่งเป็นไปได้มากและตลาดการเงินก็เริ่มสะท้อนปัจจัยนี้แล้ว กล่าวคืออัตราผลตอบแทนของตลาดพันธบัตรที่ซื้อขายในขณะนี้มีแนวโน้มที่สูงขึ้น

ดังนั้น บริษัทที่ต้องกู้เงินเพื่อลงทุนหรือขยายงาน จึงต้องบริหารความเสี่ยงโดยพยายามตรึงอัตราดอกเบี้ยที่จ่ายในขณะนี้ให้ยาวที่สุด หรือพยายามเปลี่ยนจากเงินกู้ระยะสั้นเป็นระยะยาว เพราะถึงแม้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวจะสูงกว่าระยะสั้น แต่ถ้าประเมินให้ดีอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในอนาคตอาจจะสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่จ่ายในขณะนี้

หลักบริหารความเสี่ยงง่ายๆ คือ “กันไว้ก่อน ดีกว่าแก้ทีหลัง”

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด เอฟเวอร์ตัน พบ เชลซี พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด เอฟเวอร์ตัน พบ เชลซี พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69